sreeunlee
24 พฤษภาคม 2560

อยากเรียนเก่งภาษาอังกฤษทำไงดี

อยากเรียนเก่งในบทความนี้จะเป็นเรื่องของภาษาอังกฤษครับ และเนื้อหาต่อไปนี้ยาวมากๆ ครับกว่าจะอ่านจบอาจจะใช้เวลานานมากๆ ดังนั้น ผมขอแนะนำให้แชร์เก็บไว้ก่อนเลยครับ แชร์ไว้ใน Facebook เผื่อไว้ถ้าอ่านไม่จบก็จะได้กลับมาอ่านต่อได้ในภายหลังครับ และเมื่อแชร์ไว้แล้วก็ไปอ่านเนื้อหากันเลยครับ ผมขอรับรองเลยครับว่าเทคนิคต่อไปนี้ไม่เคยมีสอนที่โรงเรียนไหนมาก่อนแน่นอน

ในปัจจุบันนี้ภาษาอังกฤษมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะภาษาอังกฤษคือภาษากลางที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับทั่วโลก แทบทุกประเทศใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพิ่มเติมจากภาษาไทยเพียงภาษาเดียว เพราะถ้าหากเรามีความสามารถด้านภาษาอังกฤษเพิ่มมาอีกเพียงแค่ 1 ภาษา เราจะก้าวไกลไปมากอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องการเรียน การงาน การเงิน เรื่องการใช้ชีวิต หรือแม้กระทั่งเรื่องความรัก ถ้าเป็นเรื่องการเรียน หากเราเรียนเก่งภาษาอังกฤษเราก็มีโอกาสต่างๆ มากกว่าคนที่ไม่เก่งอังกฤษได้ อย่างเช่นในบางครั้งเราต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่อยากจะเข้าไปเรียนถ้าได้เก่งภาษาอังกฤษเราก็มีโอกาสสอบได้มากกว่าคนอื่นอีกด้วย หรือสำหรับเรื่องของการงานและการเงิน ก็แน่นอนอยู่แล้วว่าคนที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ จะได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ อย่างแน่นอน คือเราสามารถทำงานต่างประเทศได้ หรือจะทำงานในประเทศไทยก็ยังมีโอกาสก้าวหน้าได้มากกว่าอยู่ดี แถมยังได้เงินเดือนเยอะกว่าคนทีสื่อสารไม่ได้อีก หรือหากใครที่เป็นฟรีแลนซ์ ทำงานอิสระ ไม่มีงานประจำก็ยังหาลูกค้า หารายได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะสมัยนั้น การทำงานหลายๆ อย่างสามารถทำงานผ่านอินเตอร์เน็ต บางคนอาจจะรับแปลภาษา บางคนอาจจะทำงานกับบริษัทต่างประเทศผ่านทางอินเตอร์เน็ต หรืออาจจะเป็นครูสอนภาษา หรือไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม ถ้าสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ก็ได้เปรียบมากกว่าคนอื่นอย่างมาก สำหรับเรื่องของการใช้ชีวิตนั้นบางคนอาจจะมีความคิดว่าจะไปอยู่ต่างประเทศ ก็สามารถเดินทางไปได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น เพราะถ้าเราสื่อสารได้ ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลอีกต่อไป หรือสำหรับในเรื่องของความรักก็ใช้ภาษาในเรื่องของการสื่อสารอีกนั่นแหละ ถ้าใครอยากแต่งงานกับชาวต่างชาติ หรืออยากมีแฟนเป็นชาวต่างชาติ เรื่องภาษาอังกฤษนั้นสำคัญมากๆ มากอย่างยิ่ง เพราะต้องใช้ในการพบปะ พูดคุย ติดต่อกันตลอด

เห็นไหมครับว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร การสื่อสาร หรือการใช้ภาษาอังกฤษมีความจำเป็นอย่างมาก ในบางครั้ง ถ้าเรามีความรู้ด้านภาษาอังกฤษเพิ่มมาภาษาเดียว อาจจะทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาลเลยก็ได้ เพราะเราสามารถเข้าถึงคนได้ทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ในประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว ยิ่งสมัยนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปมากเท่าไหร่ ภาษาอังกฤษยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้น เพราะโลกทั้งใบถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เดี๋ยวนี้เราไม่ได้อยู่แค่กับคนในประเทศไทยอีกต่อไปแล้ว แม้ว่าเราจะนั่งอยู่เฉยๆ เราก็สามารถที่จะสื่อสารกับคนอื่นจากประเทศต่างๆ ได้ผ่านทางอินเตอร์เน็ต เราสามารถสมัครงานกับบริษัทนาๆชาติได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินออกจากบ้าน โอกาสที่ชีวิตเราจะก้าวหน้ามีสูงมาก ดังนั้นภาษาอังกฤษจึงเป็นภาษาที่เราจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรียนรู้ไว้ เพื่อที่จะพูดคุย สื่อสารภาษาอังกฤษให้ได้ครับ

อยากเรียนเก่งภาษาอังกฤษเพื่ออะไร

สำหรับหัวข้อนี้ ผมขอแบ่งออกมาเป็น 2 ประเด็นหลักๆ เลยนะครับ เพราะในความคิดเห็นส่วนตัวของผมโดยส่วนใหญ่แล้วในประเทศไทยเรามักจะเป็นแบบนี้ครับ คือการเรียนเก่งภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการสอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้าเรียน การสอบระหว่างเรียนหรือสอบอื่นๆ หรือเพื่อที่จะให้ตัวเองเรียนได้เกรดดีๆ ล้วนมีภาษาอังกฤษรวมอยู่ด้วยเป็นปกติ และอีกประเด็นสำหรับคนที่อยากเรียนเก่ง ภาษาอังกฤษก็คือต้องการสื่อสารและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันครับ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การไปเที่ยวต่างประเทศ หรือการสื่อสารด้านอื่นๆ ก็ตาม ทีนี้เมื่อมีจุดประสงค์ที่ต่างกัน วิธีการเรียนรู้ก็จะแตกต่างกันไปด้วย

สำหรับการเรียนการสอนในโรงเรียนของบ้านเรา(สำหรับของต่างประเทศผมไม่รู้นะครับว่าเป็นยังไง) นั้นหลายๆ คนก็คงจะทราบกันดีว่า เรียนทั้งแต่ อนุบาล จนเรียนจบเพื่อที่จะไปทำงาน ที่เรียนมาเพื่อให้สอบได้เกรดดีๆ กันทั้งนั้นครับ และการเรียนแบบนี้มันเป็นยังไง ก็คือ ส่วนมากจะเป็นการท่องจำ คือต้องท่องคำศัพท์ให้ได้เยอะๆ และต้องให้รู้หลักภาษาหรือแกรมม่านั่นเอง เพื่อให้รู้ว่าการใช้งานเป็นยังไง คำศัพท์แต่ละประเภท ต้องใช้เมื่อไหร่ ตอนไหน คือพูดง่ายๆ คือ แกรมม่าต้องแป๊ะ คำศัพท์ต้องแน่น มีโจทย์อะไรมาก็ต้องตอบให้ได้ ทำนองนี้ครับ ลักษณะของการเรียนการสอนนั้นก็จะเป็นแบบ เขียน อ่าน พูด แล้วก็ค่อยมาฟัง คือการเรียนรู้ในลักษณะนี้จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เหมือนกันครับ แต่มันไม่ค่อยมีประสิทธิภาพสักเท่าไหร่ หรือบางคนอาจจะเคยได้ยินว่า ตอนเรียนตอนสอบน่ะทำได้หมด เก่งสุด ๆ แต่พอจะพูดจริงๆ จะคุยจะสื่อสารจริงกลับนึกอะไรไม่ออก พูดไม่ถูก หรือกว่าจะพูดอะไรออกมาได้ก็ต้องนึกอยู่นานสองนาน ทำนองนี้ครับ เพราะการเรียนในลักษณะนี้มันไม่เป็นไปตามธรรมชาติครับ มันเป็นการเรียนแบบฝืนธรรมชาติ ดังนั้นพอจะใช้งานจริงๆ มันก็เลยไม่มีประสิทธิภาพ มันสามารถใช้ได้ดีเฉพาะแค่ภายในห้องเรียนอย่างเดียวครับ

ทีนี้เรามาดูเรื่องของคนที่อยากเรียนเก่งภาษาอังกฤษเพื่อที่จะนำไปใช้ได้จริง พูดคุยสื่อสารได้จริงๆ ซึ่งการเรียนการสอนจากโรงเรียนในบ้านเรา มันใช้ไม่ค่อยได้ครับ คือไม่ใช่ว่าโรงเรียนสอนไม่ได้นะครับ โรงเรียนสอนดีครับ เรียนแล้วได้ความรู้ เพียงแต่เวลานำไปใช้งานจริงๆ มันไม่มีประสิทธิภาพครับ ดูง่ายๆ ครับ เราทุกคนเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ อนุบาลจนจบมหาวิทยาลัย ใช้เวลาเรียนกันเป็นสิบปีกว่าจะจบ แต่พอเรียนจบแล้ว คนที่จะพูดคุยสื่อสารได้มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นเองครับ ทีนี้ลองเปรียบเทียบกับเด็กนะครับ เด็กอายุประมาณ 2-3 ขวบก็จะเริ่มฝึกพูดฝึกฟังได้แล้ว และประมาณ 4-5 ขวบก็เริ่มเข้าเรียนอนุบาลกันแล้ว หรือเด็กบางคนเข้าโรงเรียนตั้งแต่ 3 ขวบก็มี แต่ประเด็ดไม่ใช่ว่าเด็กคนไหนเข้าโรงเรียนเร็วหรือช้านะครับ ประเด็นมันอยู่ที่ว่า เด็กอายุไม่เกิน 5-6 ขวบ สามารถพูดคุยสื่อสารได้แล้วครับ ทั้งการพูดการฟัง รู้เรื่องหมดเวลาดูคุยก็ไม่เห็นต้องมาคิดแล้วคิดอีกกว่าจะนึกคำพูดออกมาได้มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นครับ คือไม่วาจะเป็นเด็กประเทศไหนก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นครับ ไม่ใช่แต่คนไทยเราหรอกครับ คนฝรั่งก็พูดฟังภาษาอังกฤษได้ เด็กจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ก็พูดฟังภาษาของตัวเองได้ แม้กระคนไทยเราก็เช่นกันครับ ทั้งๆ ที่เกิดมาไม่เคยเขียนโรงเรียนเลย ไม่เคยมีใครสอนแกรมม่า ไม่เคยมีใครได้ท่องจำคำศัพท์เลยสักคำ ก็ยังสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่มองอีกมุมหนึ่ง เราเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนมาเป็นสิบปีสุดท้ายก็สื่อสารไม่ได้อยู่ดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเรียนในโรงเรียนนั้นแทบจะนำไปใช้ในการสื่อสารจริงๆไม่ได้เลย พอมาถึงตรงนี้แล้วหลายๆคนอาจจะแย้งว่าก็เด็กๆ เหล่านี้อยู่ในประเทศของตัวเอง พ่อแม่พาพูดภาษาของตัวเองมาตั้งแต่เกิด ก็ต้องพูดได้อยู่แล้ว อันนี้แน่นอนครับ ผมเห็นด้วย ดังนั้นแสดงว่า การเรียนการสอนที่เราเรียนๆ กันมามันไม่ทำให้เราเรียนรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติได้ เพราะไม่ได้สอนแบบพ่อแม่พาลูกพูด แต่เป็นการเรียนต้องท่องต้องจำให้ได้ไม่งั้นจะสอบตก อะไรทำนองนี้ครับ

อยากเรียนเก่งภาษาอังกฤษ ต้องมีแนวทางที่ถูกต้อง

อยากเรียนเก่งต้องฝึกให้ถูกต้องอย่างเป็นธรรมชาติครับ ถึงจะมีประสิทธิภาพสูงที่สุด ทำให้เรียนรู้ได้เร็วที่สุดครับ เพราะการเรียนภาษาอังกฤษนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับคนไทยครับ เพราะเราไม่ได้คลุกคลีอยู่กับภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เกิดครั้ง ดังนั้นถ้าจะเรียนให้ได้ประสิทธิภาพจริงๆ ก็ต้องเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติครับ ไม่ใช่การฝืนธรรมชาติ คือเราจะต้องเรียนจากง่ายไปหายาก ในที่นี้หมายถึงง่ายปากยากในเรื่องของการเรียนรู้นะครับ ไม่ใช่ในเรื่องของการท่องจำ คือเราต้องเริ่มจากการ ฟัง แล้วก็ค่อยพูด แล้วก็ค่อยอ่าน แล้วก็ค่อยไปเขียน คือเราต้องมีการรับข้อมูลเข้าให้ได้ก่อน ถึงจะมีการนำข้อมูลออกมาได้ ก็เหมือนคนที่เป็นหูหนวกนั่นแหละครับ คือคนที่หูหนวกมาตั้งแต่เกิดมักจะเป็นใบ้ด้วย ทั้งๆที่ส่วนของการพูดการออกเสียงไม่ได้มีปัญหาอะไรเพียงแต่หูหนวกเพียงอย่างเดียว แต่ที่คนหูหนวงมักจะเป็นใบ้ด้วยก็เพราะว่า เขาไม่เคยได้ยินเสียงอะไรเลยครับ เมื่อไม่เคยได้ยินเสียงอะไรเลยก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรไม่รู้ว่าจะพูดว่ายังไงบ้าง ทั้งๆ ที่ถ้าจะพูดก็พูดได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดว่าอะไรเพราะไม่เคยได้ยินเสียงอะไรเลย และสุดท้ายก็เลยพูดไม่เป็นครับ ซึ่งการเรียนภาษาต่างประเทศก็เหมือนกันครับ ทุกภาษาไม่ใช่แค่อังกฤษอย่างเดียวครับ ถ้าเราพูดให้ได้ เราก็ต้องฟังให้ได้ก่อนครับ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็มาหัดเขียนแล้วก็หัดอ่านเลย แบบนี้มันไม่ได้ครับ การเรียนภาษาอังกฤษมันไม่เหมือนภาษาไทยนะครับ คือที่เราเข้าโรงเรียนแล้วครูสอนให้เราเขียน กอไก่ แล้วก็พออ่าน ที่เราเรียนแบบนี้ได้ ก็เพราะเราฟังได้แล้ว พูดได้แล้วครับ คือภาษาไทย เราสามารถฟังและก็พูดคุยสื่อสารได้แล้ว พอเราไปเรียนการอ่านการเขียนเราก็เลยเรียนได้ และถ้าเราอ่านหนังสือได้ เราก็จะเขียนได้เองโดยอัตโนมัติครับ เพราะถ้าเราเคยอ่านคำไหนเราก็จะจำได้ และเราก็จะเขียนได้เองครับ และก็จะทำให้เรียนวิชาอื่นๆ ได้เองโดยอัตโนมัติเช่นเดียวกันครับ เพราะวิชาอื่นๆ เนื้อหามันก็เป็นภาษาไทยนี่แหละครับ ทีนี้เมื่อเราได้เรียนวิชาอื่นๆ ไปด้วย เราก็จะอ่านและเขียนภาษาไทยเก่งขึ้นได้เองเพราะมันเป็นการอ่านและเขียนภาษาไทยนั่นเองครับ แต่สำหรับภาษาอังกฤษเราจะมาทำแบบนี้ไม่ได้ครับ อยู่ดีๆ เราจะมาหัดเขียน หัดอ่านเลยไม่ได้ เพราะเรายังฟังไม่รู้เรื่องและก็พูดยังไม่ได้เลยครับ เพราะฉะนั้นการเรียนแบบทั่วๆ ไปมันไม่ปกติครับ มันไม่เป็นธรรมชาติแต่มันเป็นการฝืนธรรมชาติ มันก็เลยทำให้เราพูดคุยสื่อสารไม่ได้ครับ แล้วเราจะทำยังไงดีถึงจะเรียนรู้ได้เร็วอย่างเป็นธรรมชาติ

การฟัง

เราต้องเริ่มจากการฟังก่อนครับ คือก่อนที่จะพูดเราก็ต้องฟังให้ได้ก่อน ก็เหมือนเด็กนั่นแหละครับ เด็กจะหัดพูดก็ต้องฟังจากพ่อแม่ก่อน ฟังว่าพ่อแม่พูดว่าอะไร เมื่อฟังได้แล้วก็ค่อยพูดตาม สำหรับภาษาอังกฤษก็เช่นกันครับ เราก็ต้องฟังให้ได้ก่อน ฟังแล้วฟังอีก ฟังซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่นแหละครับ ฟังข้อความเดิมซ้ำๆ เพื่อให้จับใจความได้ว่ามีเสียงเป็นยังไง คือการฟังเราอาจจะฟังข่าวภาษาอังกฤษ ฟังหนังภาษาอังกฤษ ก็ได้ แต่ไม่อยากแนะนำให้ฟังเพลงนะครับ เพราะว่าเพลงมันจะมีทำนองและการออกเสียงที่ไม่ค่อยเหมือนการพูดคุยแบบทั่วๆ ไปครับ อยากแนะนำให้ฟังจากหนังมากกว่าเพราะว่าในหนังเขาจะพูดคุยกันด้วยเสียงที่เป็นธรรมชาติครับ หรือถ้าจะให้ฟังง่ายขึ้นมาหน่อยก็เป็นพวกข่าว หรือสารคดี รายการทีวีครับ ก็จะฟังง่ายกว่าจากในหนังอยู่ระดับหนึ่งครับ การฟังนี้ แน่นอนครับว่า อยู่ดีๆ เปิดหนังพากย์อังกฤษมามันฟังไม่รู้เรื่องครับ แต่เราไม่จำเป็นที่จะต้องฟังให้รู้เรื่อง ในช่วงแรกนี้เราแค่ฟังเพราะให้รู้ว่าเขาพูดอะไรเฉยๆ ก็เหมือนเด็กนั่นแหละครับ เด็กพูดยังไม่เป็น ตอนที่เด็กฟังเราพูดเขาก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันครับ เราอยากเรียเก่งภาษาอังกฤษเราก็ต้องเรียนรู้เหมือนเด็กครับ เราต้องฟังอย่างเดียว ฟังอยู่อย่างนั้นแหละครับ ในขั้นตอนนี้เราจะต้องใช้ความอดทนและความพยายามอย่างมากครับ ผมขอแนะนำให้เราหาหนังที่เราชอบมาสักเรื่องหนึ่งครับ เอาที่มีบทพูดมากๆ หน่อยนะครับ อย่างพวกหนังรัก หรือหนังดราม่า อะไรพวกนี้แหละครับ ถ้าเป็นหนังแอ็คชั่นจะไม่ค่อยได้พูดอะไรกันสักเท่าไหร่หนังบางเรื่องยิงกันจนจบเรื่องครับ แบบนี้เราจะไม่ค่อยได้ฟัง ดังนั้นควรหาหนังเรื่องที่มีการพูดเยอะๆครับ ทีนี้เวลาฟัง เราก็ต้องฟังบ่อยๆ ครับ ฟังซ้ำไปซ้ำมาอยู่นั่นแหละ จนกว่าเราจะฟังออกว่าในหนังเขาพูดว่ายังไง คือฟังออกนี่ไม่ใช่ฟังแล้วแปลได้รู้เรื่องนะครับ เราแค่ต้องการฟังแค่รู้ว่าเขาพูดว่าอะไรเฉยๆ ครับ ไม่จำเป็นต้องแปลได้ครับ และไม่อยากให้เปิดอ่านซับไปด้วยขณะที่ฟังนะครับ เพราะถ้าเราเปิดอ่านซับไปด้วย สายตาเราจะไปจดจ่อที่ตัวหนังสือ แทนที่หูเราจะไปจดจ่อที่เสียงครับ มันจะทำให้สมาธิในการฟังของเราลดลงครับผม ในขั้นตอนนี้เราอาจจะใช้เวลาเป็นเดือน หรือสองหรือสามเดือน หรือมากกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนครับ คือเราต้องฟังให้ได้ทั้งเรื่องนะครับ ฟังให้ออกได้ทั้งเรื่องของหนังครับ ไม่ใช่ฟังแต่ฉากสองฉากนะครับ ดังนั้นกรณีนี้หลายคนอาจจะเบื่อ แต่อย่าเพิ่งเบื่อครับ ต้องใช้ความอดทน ใช้ความพยายามให้มากๆ ครับ

การพูด

เมื่อเราฟังได้แล้วต่อไปจะเป็นการฝึกพูดครับ พออ่านมาถึงตรงนี้บางคนอาจจะถามว่า แค่ฟังออกก็พอหรือ แต่ไอ้ที่ฟังๆ มายังไม่รู้เลยว่ามันแปลว่าอะไร รู้แค่ว่าเขาพูดว่าอะไรเฉยๆ อยู่ดีๆ ก็ให้มาฝึกพูดเลยหรือ ใช่ครับ ในขั้นตอนนี้เราอาจจะยังไม่รู้ว่าที่เราฟังๆ มามันแปลว่าอะไร คือจุดประสงค์ของตรงนี้เราไม่จำเป็นต้องรู้คำแปลครับ เราต้องการแค่ให้ฟังได้แล้วก็พูดได้ตามในหนังที่เราดูครับ สำหรับบางคนอาจจะดูสารดี หรือข่าว ก็ไม่เป็นไรครับ ขอให้เราฟังออกก็เพียงพอแล้วครับ ทีนี้เราจะมาฝึกพูดกันครับ คือเราต้องพูดตามเขาให้ได้ ทุกประโยค มันไม่ยากเกินไปแน่นอนครับ ถ้าเราฟังได้แล้ว การพูดตามนี่ถือง่ายขึ้นเยอะเลยครับ เอาง่ายๆ อย่างภาษาไทย คำราชาศัพท์ที่เราไม่รู้จักไม่เคยได้ยินไม่เคยรู้เลยว่ามันจะมีคำแบบนี้ด้วย แต่พอเราได้ยินเราสามารถฟังออกได้ว่าคำนี้มันพูดว่าอะไร เราก็พูดตามได้เลยโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลาครับ สำหรับภาษาอังกฤษก็เช่นกันครับ ภาษาอะไรก็เหมือนกัน ขอแค่ให้เราฟังออกก็พอ เวลาจะพูดตามมันจะง่ายไปเองครับ เราสามารถฝึกพูดตามที่เราได้ยินได้เลยครับ ในการฝึกพูดนี้ เราก็ต้องใช้ความอดทนและต้องใช้เวลาในการฝึกอีกพอสมควรครับ จนกว่าเราจะสามารถพูดได้เหมือนในหนังหรือในข่าวที่เราดูให้เหมือนเขาทั้งการออกเสียง การใช้สำเนียง การใช้เสียงสูง เสียงต่ำ ให้เหมือนเลยครับ ในการฝึกพูดนั้นในช่วงแรกก็อาจจะตะกุกตะกักหน่อย แต่พอเราเริ่มชินกับการพูดแล้วล่ะก็ต่อไปมันจะค่อยๆ ดีขึ้นเองครับ ทุกอย่างมันต้องใช้เวลาในการฝึกฝนครับ เราต้องพูดบ่อยๆ จนคุ้นเคยและเกิดความเคยชินครับ

ก่อนจะไปขั้นตอนต่อไป บางคนอาจจะถามว่า อ้าว! ทั้งฟังทั้งพูดก็ฝึกแล้ว แล้วมันจะทำให้เรารู้ความหมายของภาษาอังกฤษได้อย่างไร ก็แค่ฟังตามและพูดตาม ตอนนี้เราฟังได้แล้วและพูดได้แล้ว (หมายความว่าถ้าเอาหนังหรือข่าวหรือสารคดีมาเปิดเราก็ฟังออกเลยฟังออกได้ทั้งหมด และฟังแล้วสามารถพูดตามนั้นได้อย่างราบรื่นเป็นธรรมชาติไม่ตะกุกตะกักได้ทุกคำทุกประโยค) ต่อไปเราก็อาจจะเปิดดูซับภาษาไทยไปด้วยครับ คืออย่างนี้ครับ ตอนแรกเราฟังออกแล้วนะครับ และพูดตามได้เลย ทีนี้เราก็เปิดอ่านซับภาษาไทยไปด้วยครับ คือหนังหรือข่าวหรือสารคดีนั้นเราต้องหาที่มีซับภาษาไทยสำหรับให้อ่านด้วยนะครับ เพื่อที่เราจะได้อ่านความหมายข้อประโยคที่เราฟังครับ เราต้องฝึกต่อไปอีกนิดครับ เพราะผมคิดว่ามาถึงตอนนี้แล้วก็คงไม่ได้ยากเย็นอะไร เพราะเราฟังออกแล้ว ต่อไปก็แค่อ่านซับซึ่งก็เป็นภาษาไทยที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้วครับ เราก็จะเข้าใจความหมายไปเองครับ หรือบางครั้งเราไม่ต้องดูซับเราก็พอจะเข้าใจได้เองก็เป็นไปได้ครับสำหรับคำสั้นๆ หรือดูจากเนื้อเรื่องแล้วเข้าใจได้เลยว่าในหนังเขาพูดว่าอะไร ซึ่งตรงนี้เราก็ต้องฝึกบ่อยๆ และเป็นประจำจนเราสามารถฟังแล้วก็รู้ได้เลยว่าที่ฟังมานั้นแปลว่าอะไร คือฟังแล้วรู้เลยไม่ต้องคิดให้มาก เหมือนกับที่เราฟังภาษาไทยนั่นแหละครับ ฟังแล้วเราก็รู้เลย ไม่ต้องคิดไม่ต้องแปล ถ้าผ่านขั้นตอนนี้ได้แล้ว เราก็จะสื่อสารภาษาอังกฤษได้แล้ว คือเราฟังได้ พูดได้ ก็เท่ากับเราสามารถสื่อสารได้แล้ว เพราะการสื่อสารที่สำคัญก็การฟังและการพูด ก็เท่านั้นเองครับ

การอ่าน

ต่อไปนี้จะเป็นขั้นตอนของการฝึกอ่านครับ คืออยากเรียนเก่งอังกฤษเราก็ควรที่จะได้การอ่านด้วยครับ เพราะการอ่านนั้นจำเป็นมากๆ ซึ่งการอ่านนี้จะยากกว่าการฟังและก็พูดครับ ยากขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง ในการฝึกฝนเราก็ต้องฝึกจากง่ายไปหายากครับ เราต้องหาหนังสือที่อ่านง่ายๆ ก่อน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิทาน หนังสือการ์ตูน หรือหนังสือเรียนก็ได้ที่มีคำง่ายๆ ไม่ได้ยากเย็นมากนัก คือโดยรวมแล้วเราอ่านได้ครับ หรือถ้าเป็นหนังสือที่มีคำอ่านประกอบอยู่ด้วยก็ได้เหมือนกันครับ เราจะได้อ่านได้เลยว่าคำแต่ละคำมันอ่านว่าอะไร คือหนังสือที่เรานำมาอ่าน อาจจะไม่จำเป็นต้องมีคำแปลก็ได้ครับ คือต้องการแค่อ่านอย่างเดียว ไม่ได้จะแปลเป็นไทย ที่ผมบอกแบบนี้ก็เพราะว่าเรารู้อยู่แล้วว่าคำหรือข้อความต่างๆ นั้นแปลว่าอะไร เพราะเราสามารถฟังและพูดได้แล้วครับ ลองนึกถึงตอนที่เด็กกำลังเพิ่งหัดเรียนหนังสือนะครับ คือปกติแล้วเด็กทุกคนสามารถพูดและฟังได้อยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น รู้ว่า หิวเป็นยังไง รู้ว่าไก่ หรือบ้าน หรือรถไฟเป็นยังไง เพียงแต่ว่าไม่รู้หนังสือก็เท่านั้นเองครับ พอได้ฝึกอ่านเช่นคำว่า หิว ไก่ บ้าน หรือรถไฟ ก็จะทำให้รู้ได้ทันทีเลยว่าคำๆ นี้อ่านว่าอะไร และคืออะไร โดยที่เราไม่จำเป็นที่จะต้องไปหาคำแปลครับ เพราะเรารู้ความหมายของคำที่จะอ่านอยู่แล้ว บางคนอาจจะสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ความหมายของแต่ละคำได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เราก็ยังไม่เคยอ่านมาก่อน คำตอบก็คือ ตอนนี้เราสามารถฟังและพูดได้แล้วครับ ในขั้นตอนแรกเราฝึกการฟังคือฟังจนรู้หมดแล้วว่าที่เขาพูดมามันคือคำว่าอะไร เพียงแต่บางครั้งก็อาจจะไม่รู้ความหมาย ในขั้นตอนที่สองคือเราฝึกพูดจนสามารถพูดตามเสียงหรือคำหรือประโยคที่ได้ยินมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ พอขั้นตอนต่อมาก่อนที่จะเริ่มฝึกการอ่านเราก็ฝึกดูคำแปลขอคำหรือประโยคที่เราฟังโดยการดูจากซับของหนังหรือข่าวหรือสารคดีที่ได้ดูมาแล้ว จนเราฟังแล้วรู้เลยว่าที่ฟังๆมานั้นมันแปลว่าอะไรมีความหมายว่ายังไง และในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ตอนนี้เราฝึกอ่าน เราก็แค่อ่านให้ได้ก็พอโดยไม่จำเป็นต้องไปหาคำแปลเพราะเรารู้ความหมายของคำที่จะอ่านอยู่แล้วครับ ยกตัวอย่างเช่น เรารู้ว่า แคทคือแมว และด๊อกคือหมา เราสามารถฟังออกและพูดได้ เพียงแต่เราไม่รู้เฉยๆ ว่ามันเขียนว่ายังไง ดังนั้นในขั้นตอนนี้เราจึงต้องมาฝึกอ่านกัน ตรงนี้เราก็ต้องฝึกบ่อยๆ อ่านให้มากๆ ยิ่งอ่านมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีครับ และต่อไปเราก็จะเริ่มชินกับการอ่านภาษาอังกฤษ เราก็จะเริ่มจำได้ว่าคำแต่ละคำอ่านว่ายังไง สะกดยังไงบ้าง

การเขียน

อยากเรียนเก่งภาษาอังกฤษก็ต้องเขียนให้เก่งด้วยครับ ซึ่งในการเรียนภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็แล้วแต่ รวมทั้งภาษาไทยของเราด้วยครับ การเขียนนั้นถือว่ายากที่สุด คือ ยากกว่าการ อ่าน การพูด และก็การฟัง ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องนำมาฝึกฝนในขั้นตอนสุดท้าย ตรงนี้เราต้องฝึกการเขียนคือเขียนได้ถูกต้อง คำไหนสะกดยังไง ใช้ตัวอักษรอะไรแบบไหนบ้าง เราก็ต้องเขียนให้ถูก ในขั้นตอนนี้ก็เหมือนกับเราฝึกเขียนภาษาไทยนั่นแหละครับ ฝึกจากง่ายมาหายาก ลองเขียนคำง่ายๆ ก่อน แล้วก็ค่อยๆ ยากไปเรื่อยๆ ครับ ตรงนี้ถ้าเราอยากจะเขียนให้เก่ง เราก็ต้องอ่านให้มากๆ ครับเพราะการเขียนมาพื้นฐานมาจากการอ่าน ถ้าเราอ่านมาก เราก็จะเจอคำต่างๆมากมายและเราจะจดจำได้ว่าคำแต่ละคำมีการสะกดยังไง ใช้แบบไหน เมื่อเวลาเราจะเขียนเราก็จะเขียนได้ถูกต้องและเขียนได้เก่งมากขึ้นครับ

บทสรุปสำหรับการเรียนเก่ง ภาษาอังกฤษ

โดยปกติแล้วการเรียนรู้เรื่องภาษาต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็มีแต่ ฟัง พูด อ่าน แล้วก็เขียน แค่นี้เองครับ อยากเรียนเก่งภาษาต่างๆ ก็ต้องเริ่มฝึกตั้งแต่การ ฟัง การพูด การอ่าน แล้วก็ค่อยมาฝึกเรื่องของการเขียน ทีนี้บางคนคงสงสัยอีกแน่นอนว่า แล้วแกรมม่าล่ะเราจะไปเรียนตอนไหน ผมขอบอกตรงนี้เลยครับว่า เราไม่จำเป็นต้องเรียนแกรมม่าแต่เราจะรู้ได้เองโดยอัตโนมัติครับ การใช้แกรมม่าเราศึกษาเพิ่มเติมได้หลังจากที่เราผ่านการฟังและก็พูดมาได้แล้ว โดยเราอาจจะศึกษาไปพร้อมกับการอ่าน หรือว่าการเขียนก็ได้ครับ แต่สิ่งที่อยากจะบอกก็คือว่า บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องไปศึกษาแกรมม่าเราก็รู้ได้เองครับ เพราะเราพูดและฟังได้แล้ว ขอยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ คนเราเกิดมาทุกคนก็ต้องกินข้าว และพ่อแม่ของเราก็พาเรากินข้าวทุกครั้งก็จะชวนเรากินข้าวบอกให้เรากินข้าว พอเราได้ยินคำว่ากินข้าวแบบนี้มาเรื่อยๆ เราก็จะรู้ได้เองว่า ถ้าจะกินข้าวก็ต้องพูดคำว่ากินข้าว ไม่ใช่คำว่า ข้าวกิน เพราะเราไม่เคยได้ยินใครพูดว่าข้าวกิน มีแต่ได้ยินคำว่า กินข้าว และในภาษาอังกฤษก็เหมือนกันครับ เราจะรู้ได้เองว่าการใช้คำต่างๆ จะต้องใช้ตอนไหน เมื่อไหร่ ใช้ยังไง โดยที่เราไม่ต้องไปศึกษาไม่ต้องไปถามใครๆ เลยว่าต้องใช้คำแบบไหน เพราะเรื่องแบบนี้เราเรียนรู้มาได้เองตั้งแต่การฟังและก็การพูดแล้วครับ ทีนี้จะขอสรุปเลยนะครับเกี่ยวกับอยากเรียนเก่งภาษาอังกฤษต้องทำยังไงบ้าง

1. ถ้าอยากเก่งแค่การเรียนได้เกรดที่ดีๆ และแค่ใช้เพื่อการสอบเท่านั้น เราต้องเรียนแบบท่องจำ ต้องจำหลักแกรมม่า ต้องจำคำศัพท์ต่างๆ ให้ได้ เพราะถ้าหากจำไม่ได้ แน่นอนว่าเราจะสอบไม่ได้แน่นอนครับ

2. ถ้าอยากนำไปใช้ได้จริงไม่ใช่แค่ในห้องเรียน แต่เป็นการนำไปสื่อสาร นำไปใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ เราจำเป็นต้องเรียนเหมือนเด็กที่เพิ่มหัดเรียนรู้ นั่นก็คือ เริ่มจากการ ฟัง พูด อ่าน และก็เขียน เหมือนอย่างที่กล่าวมาแล้วครับ และที่สำคัญถ้าเราเรียนรู้แบบนี้ เราสามารถนำไปใช้ในการเรียนในห้องเรียนได้ด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นการสอบ การเรียนได้เกรดสูง ก็ทำได้อย่างง่ายดาย เพราะเราสามารถสื่อสารในชีวิตจริงได้แล้ว สำหรับการเขียนในห้องเรียนก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยครับ

สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกคนที่อยากเรียนเก่งภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ ขอให้เก่งอย่างที่ตั้งใจไว้ครับ เพราะภาษาอังกฤษนั้นสำคัญมากๆ บางคนแค่รู้ภาษาอังกฤษเพิ่มมาอีก 1 ภาษา หรือสามารถสร้างรายได้สร้างฐานะ สร้างเพื่อน ได้อย่างมากมาย เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกันทั่วโลกครับ สำหรับบทความนี้ถือว่ายาวมากๆ ถ้าใครยังไม่เข้าใจตรงไหนหรืออยากกลับมาอ่านใหม่ก็ขอให้แชร์เก็บไว้เลยครับ จะได้กลับมาอ่านได้หลายๆ รอบครับ หรือจะแชร์ให้เพื่อนๆ ให้คนที่รู้จักก็ได้ครับ เพื่อที่คนอื่นๆ จะได้เรียนรู้แนวทางการเรียนให้เก่งภาษาอังกฤษด้วยครับผม

สำหรับคนที่อยากเรียนเก่งในวิชาต่างๆ ก็สามารถอ่านบทความ อยากเรีียนเก่งได้อีก 2 ตอนครับ เนื่องจากเนื้อหายาวมากจึงแบ่งเป็น 2 ตอนครับผม คือ
ลิงค์นี้ อยากเรียนเก่งตอนที่1 http://readhong.com/post/94
ลิงค์นี้ อยากเรียนเก่งตอนที่2 http://readhong.com/post/95


(0) แชร์ | (1) ถูกใจ | (0) ความคิดเห็น

เรียนไม่จบก็รวยได้ ประโยคฮิตที่ต้องคิดให้หนัก

แน่นอนว่า แทบทุกคนคงจะรู้จัก Steve Job และ Bill Gate รวมทั้ง Mark Zuckerberg ด้วยอีกคน 3 คนนี้ถือว่า...

อยากเรียนเก่งภาษาอังกฤษทำไงดี

อยากเรียนเก่งในบทความนี้จะเป็นเรื่องของภาษาอังกฤษครับ และเนื้อหาต่อไปนี้ยาวมากๆ ครับกว่าจะอ่านจบอาจจ...

อยากเรียนเก่งทำไงดี นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์จริง ตอนที่2

อยากเรียนเก่งตอนที่2 ในตอนแรกผมได้กล่าวถึงเรื่องราวจุดเริ่มต้นของการเรียนเก่ง สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่...

อยากเรียนเก่งทำไงดี นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์จริง ตอนที่1

จะทำยังไงดีถ้าเราอยากเรียนเก่ง เมื่อพูดถึงเรื่องเรียน หลายๆ คนคงจะเคลียด หรืออาจจะเป็นทุกข์ไปจนถึงเศ...

ใช้ยากลุ่มลดไขมันหวังลดความอ้วนเสี่ยงอันตรายสูง

องค์การอาหารและยาได้เตือนให้ผู้ที่ใช้ยาลดไขมันหรือยาลดความอ้วนให้ระวังผลข้างเคียง ตั้งแต่ท้องผูก ท้อ...

โรคอ้วน

คำจำกัดความ . ...

แนวทางการปฏิบัติ การจัดการน้ำหนักและรอบเอว ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

จากการศึกษา พบว่า การมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรืออ้วน ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเป็นโรคเบาหวาน ความด...

ลดอ้วนด้วยตัวเอง

ดัชนีมวลกายกับความอ้วน วิธีเช็คอย่างง่ายว่าท่านอ้วนหรือไม่ คือ การ...

“เต็นท์โปร่งใส” ให้คุณ “กางเต็นท์ดูดาว” แบบโรแมนติกสุดๆ

เวลาไปเที่ยวกางเต็นท์ ใครๆก็อยากสัมผัสบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติกันทั้งนั้น จะดีแค่ไหนถ้าได้กางเต็นท...

“บ้านกระจก” ไอเดียสุด “คูล” ในการ “รักษาต้นไม้”

ใครว่าสิ่งก่อสร้างมักทำลายธรรมชาติ ไม่จริงเสมอไปมันขึ้นกับการออกแบบมากกว่า Aibek Almassov สถาปนิก...