sreeunlee
21 พฤษภาคม 2560

อยากเรียนเก่งทำไงดี นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์จริง ตอนที่2

อยากเรียนเก่งตอนที่2 ในตอนแรกผมได้กล่าวถึงเรื่องราวจุดเริ่มต้นของการเรียนเก่ง สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านเรื่องการอยากเรียนเก่งในตอนที่1 ก็กลับไปอ่านตอนที่กันก่อนได้ที่ลิงนี้ครับ
http://readhong.com/post/94

เพื่อจะได้ทำความเข้าใจพื้นฐานก่อนที่จะมาเรียนรู้เรื่องเทคนิควิธีการในตอนที่2 นี้ครับ และสำหรับคนที่ได้อ่านตอนที่1 ไปแล้วก็อ่านตอนนี้ต่อได้เลย ซึ่งต้องขอบอกก่อนครับว่า เนื้อหาในตอนนี้ยาวมากๆ ผมจึงอยากแนะนำให้แชร์เก็บไว้เลยครับ แชร์เก็บไว้ใน Facebook ของตัวเองก่อนเพื่อที่จะได้กลับมาอ่านในภายหลังได้ครับ และก็ขอให้ตั้งใจอ่านให้จบครับ เพราะถ้าอ่านจบแล้ว คุณจะได้รู้แนวทางและวิธีการที่จะทำให้เรียนเก่งขึ้น คือถ้าทำตามได้ รับรองเรียนเก่งขึ้นได้แน่นอนครับผม

อยากเรียนเก่งต้องจำเก่ง

คุณสมบัติอย่างแรกของคนที่เรียนเก่งเลยก็คือต้องจำเก่งและจำแม่นด้วย ซึ่งในบางครั้งเราพูดได้เลยว่าการเรียนเก่งความจริงแล้วมันคือการจำเก่งและจำแม่นนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น เราอ่านหนังสือไปแล้วหนึ่งบทเรียน และถ้าเราจำได้หมดหรือถ้าไม่หมดก็จำใจความสำคัญได้ ก็เท่ากับว่า วิชาเรียนบทนั้นเราทำได้แน่นอน และเราก็จะเก่งแน่นอน แต่ถ้าเราอ่านไปแล้วจำอะไรไม่ได้เลยหรือจำใจความสำคัญอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง แม้ว่าเราจะอ่านหนังสือตรงนั้นไปหลายรอบแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไร จะสักเกตเห็นว่าคนที่เรียนเก่งส่วนมากแล้วจะมีความจำที่ดีกว่าคนอื่นๆ อย่างเช่น เรียนครั้งเดียวก็จำได้เลย อ่านหนังสือครั้งเดียวก็จำได้เลย หรือฟังครูอธิบายครั้งเดียวก็จำได้เลย แน่นอนว่าถ้าอยากเรียนเก่งสิ่งแรกเลยก็คือต้องจำสาระสำคัญของเนื้อหาได้ ถ้าเราอ่านหนังสือ เราก็จะต้องจดจำสาระสำคัญของหนังสือได้ ถ้าครูสอนเราก็จะต้องจำสาระสำคัญของเนื้อหาที่ครูสอนให้ได้ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร แล้วจะทำยังไงล่ะถึงจะมีความจำที่ดีขึ้น

เคยสังเกตไหมว่า เวลาที่เราอ่านหนังสือเรียน มันจะมีช่วงที่อ่านแล้วจำได้และเข้าใจเลยกับช่วงที่อ่านแล้วไม่ว่าจะอ่านยังไงก็ไม่รู้เรื่องและจำอะไรไม่ได้สักกะอย่าง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสมองของคนเราแต่ละคนมีขีดจำกัดไม่เท่ากัน คือเราจะรับข้อมูลอะไรเข้าไปได้จำนวนหนึ่งแล้วถ้าเกินกว่านั้นสมองจะรับไม่ไหวหรือรับไม่ได้เลย ก็เหมือนเวลาเราอ่านหนังสือนั่นแหละครับ สมมุติว่าเราอ่านหนังสือสอบอ่านไปแล้วสิบยี่สิบนาทีแรกรู้สึกว่าจะจดจำเนื้อหาที่อ่านได้เป็นอย่างดี แต่พออ่านไปสักพักอ่านไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าเริ่มจะไม่ค่อยรู้เรื่องแล้วเริ่มจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว นั่นก็แสดงว่าถึงจุดที่เราจะรับข้อมูลอะไรเข้าไปไม่ค่อยได้แล้วครับ ดังนั้นวิธีที่ผมอยากแนะนำก็คือให้เราอ่านไปเท่าที่เราจำได้ครับ เช่นอ่านไปสักยี่สิบนาทีแล้วเริ่มรู้สึกว่าจะจำไม่ค่อยได้แล้วเริ่มจับใจความอะไรไม่ค่อยแล้ว เราควรเลิกครับ เลิกอ่านดีกว่าที่จะฝืนอ่านต่อไปแต่ก็จำอะไรไม่ค่อยได้ เมื่อเลิกอ่านแล้วเราก็ไปทำอะไรที่มันเบาสมองครับจะนอนพักผ่อน จะฟังเพลง หรือไปทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องใช้สมองเยอะ พอสมองผ่อนคลายแล้วเราก็ค่อยมาอ่านต่อแบบนี้จะดีกว่าครับ การอ่านหนังสือในลักษณะนี้ผมเรียกว่า เน้นคุณภาพแต่ไม่เน้นปริมาณครับ คือเราเน้นอ่านแล้วจับใจความสำคัญได้ จดจำสาระสำคัญของเนื้อหาได้ ดีกว่าที่จะอ่านแบบเอาเป็นเอาตายแต่สุดท้ายพออ่านจบก็ลืมไปเลย ถ้าเป็นแบบนี้เหนื่อยเปล่าครับ เราจะสังเกตเห็นว่า บทเรียนไหนที่เราอ่านและเข้าใจแล้วจำได้แล้ว เราจะไม่ลืมมันง่ายๆหรอกครับ จำได้แล้วก็คือจำได้เลย เข้าใจแล้วก็คือเข้าใจเลย ไม่ลืมง่ายๆ และเมื่อเรากลับมาอ่านเรื่องเดิมอีกมันก็จะเป็นการทบทวนความรู้เดิมที่เรามีอยู่ ก็ยิ่งเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายและเร็วขึ้นกว่าเดิมมากครับ

สำหรับอีกเรื่องหนึ่งที่มีผลกับความจำของเรา นั่นก็คือการอ่านหรือการรับรู้เรื่องเรากำลังสนใจอยู่ในขณะนั้นครับ เอาง่ายๆ ถ้าเราชอบอ่านนิยาย หรือชอบอ่านหนังสือการ์ตูน ไม่ว่าจะอ่านยังไง อ่านมากแค่ไหนก็ไม่เบื่อ ยิ่งอ่านก็ยิ่งมันส์ ยิ่งอ่านก็ยิ่งอยากติดตามอยากอ่านต่อ ถ้าแบบนี้อ่านไปเถอะครับ เพราะสมองเราต้องการที่จะรับข้อมูลเหล่านี้เข้ามาครับ แต่สำหรับเรื่องการเรียนนั้น การอ่านหนังสือเรียนจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับวิชาที่เราชอบหรือสนใจจะสังเกตเห็นว่าเราอ่านแล้วมันจะสนุกอ่านแล้วอยากติดตามอยากอ่านต่อ แบบนี้อ่านยังไงก็ไม่เบื่อครับ เราจะเรียนเก่งวิชานั้นไปในทันที แต่สำหรับการเรียนจริงนั้นไม่ได้มีเฉพาะวิชาที่เราชอบเพียงอย่างเดียว มันยังมีวิชาที่เราไม่ชอบอีกมากมาย ดังนั้นการอ่านหนังสือเรียนนั้นจึงจำเป็นอย่างมาก แต่การอ่านไม่ใช่ว่าอ่านแค่ให้ผ่านๆ ตา หรือผ่านแค่ให้จบๆ ไป แต่ต้องเป็นการอ่านเพื่อให้จดจำสาระสำคัญของเนื้อหาได้ ดังนั้นเราควรอ่านแบบเน้นคุณภาพแต่ไม่เน้นปริมาณครับ ถ้าเราฝึกทำเช่นนี้ไปเรื่อย เราจะเรียนเก่งขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ แม้ว่าจะเป็นวิชาที่เราไม่ชอบเรียนก็ตาม

อยากเรียนเก่งต้องคิดวิเคราะห์เก่ง

เมื่อพูดถึงเรื่องการคิดวิเคราะห์แล้วหลายๆ คนจงจะส่ายหน้าไปเลย หรือบางคนอาจจะคิดว่าสงสัยคงต้องมาฝึกคิดเลขกันแบบเอาเป็นเอาตายแน่ๆ เลย และยิ่งพูดถึงเรื่องการคิดเลขแล้วสำหรับบางคนอาจจะถึงกับเกิดอาการไม่อยากจะเรียนเลยก็เป็นไปได้ครับ และก็แน่นอนครับว่าความสามารถในการคิดวิเคราะห์นั้นผมสำหรับผมคิดว่าเป็นจำเป็นมากอย่างยิ่งครับ เราต้องสามารถคิดและพิจารณาเกี่ยวกับบทเรียน เกี่ยวกับเรื่องที่คุณครูสอน รวมไปถึงเนื้อหาที่เราอ่านจากในหนังสืออีกด้วย และในที่นี้ผมยังหมายถึงการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ด้วยนะครับ คือการคิดเลขไม่ว่าจะเป็น บวก ลบ คูณ หาร หรือการคำนวณสูตรคณิตต่างๆ อีกด้วย เราลองสักเกตดูนะครับ ซึ่งคนเรียนเก่งหรือเพื่อนๆ ของเราคนไหนที่เรียนเก่งนั้น ส่วนมากจะเก่งวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ด้วย และแน่นอนล่ะครับว่า ถ้าใครเก่งทั้งสองวิชานี้แล้ว วิชาอื่นๆ พูดได้เลยครับว่าสบายมากครับ ยกเว้นครับ แต่มีข้อยกเว้น ภาษาอังกฤษ เพราะภาษาอังกฤษ จะใช้เพียงแค่กการคิดวิเคราะห์อย่างเดียวไม่ได้ครับ แต่มันต้องมีเงื่อนไขอื่นๆ ด้วยครับ ซึ่งถ้ามีโอกาสผมจะนำมาบอกเล่ากันในครั้งหน้าครับ เพราะถ้าหากผมเอาเรื่องภาษาอังกฤษมาเล่าตอนนี้มันจะต้องยืดเยื้อแน่นอนครับ ไม่จบกันง่ายๆครับ มันต้องคุยกันยาว ฮ่าๆๆๆ

มาเข้าเรื่องของเรากันต่อดีกว่าครับ ทีนี้เมื่อเรารู้แล้วว่าอยากเรียนเก่งจะต้องคิดวิเคราะห์เก่งและต้องคิดคำนวณเก่งด้วย แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะ เพื่อที่จะเก่งๆ ในเรื่องแบบนี้ ผมมีแนวทางมาแนะนำครับ มันอาจจะไม่ได้ง่ายนัก แต่มันฝึกฝนกันได้ครับ กรณีของการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ สิ่งที่เราต้องทำก็คือ เราต้องฝึกบ่อยๆ คิดบ่อยๆ ครับ เพราะเรื่องนี้อาศัยการจำอย่างเดียวไม่ได้ครับ ไม่ใช่การท่องสูตรคูณ แต่มันต้องอาศัยความเคยชินครับ เราเอาหนังสือวิชาเลขมาเปิดเลยครับ แล้วก็ทำเลย ไม่ต้องรอให้ครูสั่ง หัดทำไปก่อนเลย เริ่มตั้งแต่หน้าแรกบทที่หนึ่งไปจนจบเล่มครับ ขอย้ำว่าจบเล่มเลยนะครับ พอมาถึงตรงนี้แล้วหลายๆ คนอาจจะคิดว่า มันจะไม่โหดเกินไปหรือว่ะ ใครที่ไหนจะมานั่งคิดเลขกันทั้งเล่ม และก็ยังไม่เคยเรียนเลย แล้วจะทำได้ยังไงเนี่ย บ้าหรือเปล่า ..... แน่นอนครับว่า เกือบ 100% ทำไม่ได้แน่นอนครับ เพราะยังไม่เคยเรียนเลย อยู่ดีๆ จะให้ทำ จะเป็นไปได้ยังไง แต่เราจะทำแบบนี้ครับ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องคิดเลขครั้งเดียวให้หมด แต่มันต้องใช้เวลา และที่สำคัญมันต้องไม่ให้เกิดขีดจำกัดของสมองเราด้วยครับ ถ้ายังจำกันได้ ในเรื่องที่ผ่านมาเป็นเรื่องของการจำเก่ง ซึ่งเราจะสามารถจดจำเนื้อหาที่เราได้ในช่วงหนึ่งแต่หลังจากนั้นเราจะเริ่มรับไม่ได้แล้วครับ อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ เพราะมันเกิดความสามารถของเราแล้ว และเรื่องการคิดเลขก็เหมือนกันครับ เราทำโจทย์คณิตศาสตร์ เราทำได้เท่าไหร่ ก็เอาเท่านั้น เวลาอื่นค่อยมาคิดต่อ มาทำต่อ อาจจะเป็นการฝึกคิดเลขวันละบทสองบทก็แล้วแต่ เท่าที่เราจะรับได้ครับ ไม่ต้องหักโหม เพราะยิ่งคิดมากถ้ามันรับไม่ได้แล้วจะให้คิดยังไงก็ไม่ได้อยู่ดีครับ ที่ผมบอกว่าให้คิดเลขทั้งเล่มนั้นจริง แต่เราต้องใช้เวลาให้เวลากับตัวเองครับ คือเราไม่ต้องรอให้ครูบอก เราอยากทำตอนไหนอยากแก้โจทย์ตอนไหน ก็ทำไปเลย ทำไปก่อนที่ครูจะสอนก็ทำไปเลยครับ และแน่นอนที่สุดครับว่า บทเรียนไหนหรือโจทย์แบบไหนที่เราทำไปแล้วทำได้แล้ว เราจะจดจำมันได้ตลอดไม่ลืมง่ายๆ แน่นอนครับ แต่เราจะรู้สึกตื่นเต้นและอยากแก้โจทย์ที่ยากมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ เราจะสนุกที่สามารถทำได้ ครับ ถ้าอันไหนที่ทำไม่ได้ ก็แค่ถามครูหรือคนที่เขามีความรู้มากกว่าเรา แค่นี้ก็เรียบร้อยครับ และถ้าเราทำแบบนี้เป็นประจำมันเกิดความเคยชินครับจากนั้นเมื่อเจอโจทย์ปัญหาแบบนี้แบบนั้น เราก็จะคิดได้เองเลย และถึงแม้จะมีโจทย์ที่ยากกว่าที่เราเคยทำ เราก็จะรู้ได้เองว่าแบบนี้ต้องคิดยังไงถึงจะหาคำตอบได้ครับ

ทีนี้เรามาดูการคิดวิเคราะห์ในเรื่องที่ไม่ใช่การคำนวณกันบ้าง ที่กล่าวมาแล้วเป็นเรื่องวิชาคณิตศาสตร์ครับ แต่ถ้าไม่ใช่การคิดเลขแล้ว เราก็มีการวิเคราะห์ต่างๆ ด้วยเช่นกันครับ ถ้าเราอ่านหนังสือเล่มหนึ่งแล้ว เราก็จะต้องคิดตามไปด้วยครับว่าเรื่องราวที่อ่านมันเป็นยังไง มีใครทำ ทำอะไร ที่ไหน ทำอย่างไร ทำไมถึงทำเช่นนั้น ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเกิดเป็นปัญหาเราจะแก้ไขได้อย่างไร คือเราจะต้องพิจารณาตามเนื้อหาที่เราอ่าน หรือถ้าเป็นการฟังครูสอนเราก็ต้องพิจารณาเรื่องเราวที่ครูอธิบายด้วย เพราะให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าเราคิดบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ มันก็จะติดเป็นนิสัย ไม่ว่าจะเรียนวิชาอะไร เราก็จะต้องคิด ต้องพิจารณา คิดถึงเหตุการณ์ คิดถึงปัญหา คิดถึงการแก้ปัญหา หรือคิดถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ด้วย ยิ่งเราคิดบ่อยก็จะยิ่งเก่งขึ้นครับ บางทีเราอ่านเนื้อหายังไม่จบเลยเราก็อาจจะคาดการณ์ได้เลยว่าเนื้อหาต่อไปจะเป็นยังไง จะเกิดอะไรขึ้น ทีนี้การเรียนก็จะไม่ยากอีกต่อไปครับ เพราะเราสามารถคิดวิเคราะห์และพิจารณษถึงเนื้อหาที่เรียนได้แล้ว

ก่อนจบหัวข้อนี้อยากจะฝากไว้ครับว่าอยากเรียนเก่งต้องคิดวิเคราะห์เก่งและคิดคำนวณเก่งครับ เพราะคนที่เรียนเก่งๆ แทบทุกคน สามารถคิดวิเคราะห์เก่งและคิดคำนวณเก่งๆ กันทั้งนั้นครับ

อยากเรียนเก่งต้องกล้าที่จะถามและการตั้งคำถามทุกครั้งต้องหาคำตอบมาให้ได้

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของคนที่อยากเรียนเก่ง จะต้องกล้าถามครับ สงสัยอะไรถามเลย ไม่เข้าใจอะไร ตรงไหน ถามเลย ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอายครับ เพราะความรู้ไม่มีขายถ้าอยากได้ต้องกล้าถามครับ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเรียนเก่ง ก็คือ เราไม่กล้าถาม เวลาเรียนไม่กล้าถามครู อยู่กับเพื่อนก็ไม่กล้าถามเพื่อน ยิ่งอยู่บ้านก็ไม่กล้าถามพ่อแม่หรือคนที่เขามีความรู้มากกว่าเรา ถ้าแบบนี้แย่ครับ เราต้องบอกตัวเองอยู่เสมอครับ การถามไม่ใช่เรื่องน่าอาย ยิ่งถามมากยิ่งรู้มากครับ มีหลายคนที่เวลาเรียนครูก็สอนไปเรื่อยๆ พอไม่เข้าใจก็อยากจะถามครูแต่ก็อายเพื่อน สุดท้ายก็เลยปล่อยให้เป็นปัญหาคาใจไปอย่างนั้นเลย แต่กรณีแบบนี้ผมก็มีวิธีแก้อยู่เหมือนกันครับ ถ้าใครที่ไม่กล้าถาม เราไม่ต้องถามใครก็ได้ แต่เราก็ต้องหาคำตอบมาให้ได้ด้วยตัวเองครับ มีข้อสงสัยอะไร ไม่เข้าใจอะไรตรงไหน แต่ไม่กล้าถาม เราก็อาจจะหาอ่านจากหนังสือ ดูจากโทรทัศน์ หรือหาจากในอินเตอร์เน็ต ครับ เดียวนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าจะตาย หาข้อมูลแป็บเดียวก็ได้แล้ว เพราะว่าการที่เราหาอ่านด้วยตัวเองมันมีข้อดีอย่างหนึ่งครับ คือถึงแม้ว่าเราอ่านไปแล้วแต่ยังไม่เจอคำตอบที่ต้องการ แต่สิ่งที่เราได้ก็คือ สิ่งที่เราอ่าน นั่นเอง มันจะเป็นความรู้อย่างหนึ่งที่ติดตัวเราไปครับ เรายังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ แต่เราก็ยังได้ความรู้หรือเรื่องราวจากสิ่งที่เราอ่านครับ แต่มันก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันครับ คือ เราถามไม่ได้ครับ เช่น ถ้าเราอ่านหนังสือหรืออินเตอร์เน็ต แม้เราจะได้คำตอบที่ต้องการแล้ว แต่ถ้าหากว่าเรามีข้อสงสัยเพิ่มเติม อยากจะถามต่อ เราก็ต้องมาหาคำตอบเพิ่มเติมอีก เพราะฉะนั้นการถามนั้น เร็วสุด และง่ายสุด และยังสามารถสอบถาม พูดคุย สนทนา ในเรื่องอื่นๆ ได้อีกเยอะครับ ลองสังเกตนะครับ คนที่เรียนเก่งๆ ส่วนมาก ถ้ามีปัญหาอะไร เขาจะถามครูเลยครับ และครูก็จะให้คำตอบมาเดี๋ยวนั้นได้เลย ไม่มีคำว่าอายเพื่อน ไม่มีคำว่ากลัวเพื่อนล้อว่าเราโง่ เพราะถ้ามัวแต่อายเพื่อนแล้วเราจะเรียนเก่งได้ยังไงกันล่ะครับ และความเป็นจริงอีกอย่างหนึ่งนะครับ ถ้าเรากล้าถาม มีแต่คนจะชื่นชมเราครับ ครูก็ชม เพื่อนก็ชื่นชม ไม่มีอะไรจะเสียหายเลยสักอย่าง มีแต่เรื่องดีๆ ครับ

อยากเรียนเก่งต้องช่างสังเกต

เราคงเคยได้ยินมาบ้างนะครับว่า ถ้าอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์จะต้องเป็นคนช่างสังเกต สังเกตสิ่งต่างๆ สังเกตทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวเราครับ หรือจะให้พูดอีกแบบก็คือว่า นักวิทยาศาสตร์ก็คือคนที่เรียนเก่งนั่นเอง เพราะถ้าเรียนไม่เก่งก็คงเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้แน่นอน ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์มีนิสัยยังไงที่ควรทำตาม เราก็ต้องทำตามครับ ดังนั้นเราต้องฝึกเป็นคนช่างสังเกตครับ ต้องเป็นคนขี้สงสัย ต้องตั้งคำถามต่างๆ เพื่อที่จะหาคำตอบด้วยครับ ทีนี้เรามาดูเรื่องการอยากเรียนเก่งกันบ้างนะครับ เพราะแน่นอนว่าวิชาเรียนของเราคงไม่ได้มีแค่วิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียวแน่ๆ มันยังมีวิชาอื่นๆ อีก ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิชาประวัติศาสตร์ หรือวิชาอื่นๆ อะไรก็ตาม ซึ่งการเรียนให้เก่งๆ นั้น ถ้าเราเป็นคนช่างสังเกต เราจะได้เปรียบคนอื่นๆ มากเลยทีเดียว ลองมาดูตัวอย่างกัน เช่น เราเรียนภาษาไทย และเราเรียนเรื่องการแต่งกลอน ในการแต่งกลอนนั้นก็จะมีหลักในการแต่งโดยใช้คำที่มีเสียงสัมผัสกัน ไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้องตามโครงสร้างของบทกลอนแต่ละชนิด ทีนี้ถ้าเราอาจจะแต่งกลอนให้เก่งๆ เราก็ต้องอ่านกลอนเยอะๆ อ่านแล้วสังเกตวิธีการใช้คำ สังเกตวิธีการเลือกคำที่จะมาใช้ทั้งสัมผัสนอก สัมผัสใน การใช้คำศัพท์ต่างๆ ที่มีความหมายตามเนื้อหาที่เราต้องการ หรือถ้าเราเรียนเรื่องของการออกเสียงคำ เราก็ต้องสังเกตเวลาเราอ่านหนังสือ การออกเสียงของวรรณยุกต์แต่ละเสียงเป็นยังไง อักษรต่ำ อักษรกลาง อักษรสูงเป็นยังไง สังเกตแล้วก็ดูว่าการออกเสียงวรรณยุกต์ สามัญ เอก โท ตรี จัตวา มีความแตกต่างกันยังไง นอกจากวิภาษาไทยแล้ว ผมยกตัวอย่างอีกวิชาหนึ่งที่หลายๆ คนคงจะคิดว่าเป็นวิชาที่น่าเบื่ออย่างมากเลยล่ะครับ คือวิชาประวัติศาสตร์ ผมขอบอกเลยนะครับว่าวิชาประวัติศาสตร์นั้นเป็นวิชาที่จะต้องอาศัยความจำอย่างเดียวเลยก็ว่าได้ครับ คือเราต้องอ่านต้องจำเนื้อหา และรายละเอียดต่างๆ ว่าแต่ละช่วงแต่ละสมัยมีใครทำอะไร เป็นยังไง แบบไหนบ้าง ทีนี้พอพูดว่าจะต้องอ่านหนังสือแล้วก็ต้องจำให้ได้ แบบนี้ก็ไม่ไหว้เลยซิครับ ประวัติศาสตร์มันมีน้อยๆ ซะทีไหนกันล่ะครับ ไม่รู้ว่าเรื่องราวอะไรนักหนา เยอะแยะไปหมด ใครจะไปจำไหวล่ะครับ แต่ถ้าเราช่างสังเหตสักหน่อยเราก็จะรู้ว่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ไม่ได้มีแค่ไหนหนังสือครับ ประวัติศาสตร์ต่างๆ นั้นถูกทำออกมาเป็นหนัง มากมายนับไม่ถ้วน พูดได้ว่า ถ้าดูหนังจบแล้วหนังสือบางเล่มไม่ต้องอ่านก็ได้ครับ ทีนี้นอกจากไหนหนังแล้วยังมีอีกอย่างหนึ่งครับที่ผมสังเกตเห็นมาและก็ใช้ได้ดีซะด้วย นั่นก็คือเพลงยังไงล่ะครับ บางคนอาจจะคิดว่าแล้วจะไปหาฟังมาจากไหนล่ะเพลงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มันมีเยอะซะที่ไหนกัน แต่ผมมีแนวทางที่ได้ผล ครับ ถ้าใครจะนำไปใช้ก็ได้ บังเอิญว่าผมเป็นแฟนเพลงคาราบาว วงดนตรีที่อมตะและโด่งมาหลายสิบปีแล้วครับ ผมชอบฟังเพลงของคาราบาวมากๆ และพอฟังไปมากๆ ก็สังเกตเห็นว่า เนื้อเพลงของคาราบาวส่วนใหญ่แล้วมันเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ทั้งนั้นครับ และเนื้อหาในเพลงบางครั้งมันละเอียดมากพอๆ กับที่เราอ่านในหนังสือเลยทีเดียวครับ และนอกจากเพลงแล้วก็ยังมีอย่างอื่นๆ อีกมากมายครับ ทั้งการ์ตูนไม่ว่าจะเป็นหนังสือการ์ตูนหรืออะนิเมชั่นที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ หรือตามโรงภาพยนตร์ ซึ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิชาเรียนที่เราๆ พากันเรียนอยู่ก็มีมากมายไปหมดครับ

นอกจากนี้แล้วยังมีการสังเกตอีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่ามันเข้าท่าและได้ผลดีทีเดียว ซึ่งก็คือ การสังเกตข้อสอบเวลาทำข้อสอบครับ บางทีโจทย์บางข้อมันมีคำตอบอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้วครับ คือโดยส่วนมากแล้วข้อสอบที่เราๆทำกันไม่ว่าจะเป็นการสอบอะไรก็แล้วแต่ มันจะเป็นแบบตัวเลือกครับ คือแบบ ก ข ค ง ให้เราเลือกตอบ ทีนี้ถ้าหากเราได้อ่านหนังสือมาแล้วและจำได้ มันก็คงจะไม่ยากเย็นอะไร แต่กรณีที่เราไม่ได้อ่านหนังสือ หรืออ่านแล้วจำไม่ได้ เราก็ต้องใช้วิธีการเดา ถ้าเราเดามั่วๆ เราก็อาจจะได้บังเอิญเดาถูกแบบมั่วๆ ก็ได้ แต่ถ้าหากเราเดาอย่างมีหลักการแล้วล่ะก็โอกาสถูกก็มีมากขึ้นครับ ในคำถามจะต้องการคำตอบหนึ่งจากตัวเลือกที่ให้มา และในบางครั้งตัวเลือกเหล่านั้นมันจะมีลักษณะที่สักเกตได้ว่ามีแค่ข้อเดียวเท่านั้นที่แตกต่างไปจากข้ออื่นๆ ไม่ว่าจะแตกต่างยังไง หรือแบบไหน เราก็ต้องสังเกตเอาเองครับ ถ้าตัวเลือกไหนที่ไม่เหมือนข้ออื่น มีความแตกต่าง หรือมีลักษณะที่แตกต่างไปจากข้ออื่น เราก็เดาได้เลยว่านั่นอาจจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องก็ได้ เช่น มีตัวเลือก ไก่, วัว, ลิง, กุ้ง จาก 4 ตัวนี้ เราก็อาจจะเดาได้ว่าคำตอบก็น่าจะเป็น กุ้ง ถ้าคำถามเกี่ยวกับประเภทของสัตว์ เพราะกุ้งเป็นสัตว์น้ำ แต่อย่างอื่นเป็นสัตว์บก หรือคำตอบน่าจะเป็น ลิง ถ้าคำถามเกี่ยวกับอาหารเพราะลิงไม่ใช่อาหาร แต่อย่างอื่นเป็นอาหาร หรือถ้าเป็นกรณีอื่นๆ เราก็ต้องสังเกตดูอีกทีว่าคำตอบน่าจะเป็นยังไง

ดังที่กล่าวมาแล้วนี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสังเกตเพื่อให้ได้ความรู้ครับ การสังเกตเราไม่จำเป็นต้องไปสังเกตจากในห้องเรียนจากหนังสือเรียนก็ได้ เราสังเกตสิ่งรอบตัวเรา มันก็จะมีสาระหรือมีคำตอบอยู่ในตัวของมันเองครับ

อยากเรียนเก่งต้องมีความคิดสร้างสรรค์

ในหัวข้อนี้หลายๆ คนคงอาจจะสงสัยว่าการเรียนเก่งมันเกี่ยวข้องการความคิดสร้างสรรค์ยังไง เพราะโดยปกติแล้วความคิดสร้างสรรค์ก็จะนึกถึงการวาดรูป การประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ซึ่งก็อาจจะช่วยให้เราเก่งในวิชาศิลปะ หรือไม่ก็เป็นเกี่ยวกับการประดิษฐ์สิ่งต่างๆ แต่ถ้าเป็นวิชาเรียนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมันจะช่วยได้ยังไง เรามาดูพร้อมๆ กันเลยครับ คือความคิดสร้างสรรค์นี้มันมีหลายอย่างครับ ถ้าเราจะนำมาประยุกต์เข้ากับการเรียนของเราก็ทำได้ครับ อยากเรียนเก่งเราต้องมีความคิดสร้างสรรค์เหมือนกัน มันจะช่วยให้เราเรียนได้ดีขึ้นและก็ง่ายขึ้นครับ เราสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างสรรค์หาแนวทางในการจดจำเนื้อหาที่เรียน สร้างสรรค์วิธีการคิดหรือคำนวณทางคณิตศาสตร์ หรือสร้างสรรค์เพื่อที่จะให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นครับ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ยังไม่ค่อยเก่งนั้น ความคิดสร้างสรรค์จำเป็นอย่างมาก ครับ คือมันจะทำให้เราผ่อนคลาย ไม่ต้องคิดอะไรที่หนักมากเกินกว่าสมองของเราจะรับได้ครับ

เรามาดูตัวอย่างกันเลยครับว่าเราจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ทำอะไรกันบ้าง เอาง่ายเลยนะครับ บางครั้งเราอ่านหนังสือ อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ อาจจะเป็นเพราะเนื้อหานั้นเข้าใจยาก หรือเนื้อหาอาจจะเยอะเกินไป เราก็นำมาวาดเป็นรูปภาพซะเลย สร้างเรื่องราวจากรูปภาพ หรือบางครั้งเราก็อาจจะใช้ปากกาหลายสี ในการจัดบันทึก หรือใช้ในการเน้นข้อความหรือกำกับเนื้อหาที่เรายังไม่เข้าใจ ก็จะช่วยให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะการใช้สีที่หลากหลายจะช่วยให้เราจดจำได้ดีขึ้น หรือถ้าใครถนัดเรื่องการแต่งกลอนหน่อย ก็อาจจะเอาบทเรียนหรือเนื้อหาที่เข้าใจยาก นำมาแต่งเป็นกลอนไว้อ่าน ก็จะช่วยให้จำได้ง่ายขึ้น หรือถ้าเราชอบการประดิษฐ์เราก็สามารถที่จะสร้างสรรค์ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ที่จะช่วยให้เราได้อ่านได้เรียนไปด้วยได้สนุกไปด้วย ซึ่งแบบนี้ก็ช่วยได้อีกเยอะ การใช้ความคิดสร้างสรรค์มาช่วยในเรื่องของการเรียนนั้น จะทำให้เรารู้สึกสนุก อยากจะเรียนรู้ ทำสิ่งที่ยากให้กลายเป็นสิ่งที่ง่าย ทำเรื่องที่น่าเบื้อให้กลายเป็นเรื่องสนุก ซึ่งถ้าเราทำได้แล้ว มันก็จะช่วยให้เราเรียนเก่งได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร เรื่องแบบนี้ในครั้งแรกอาจจะรู้สึกว่ายาก แต่ถ้าพอเราได้คิดบ่อยๆ ทำบ่อยๆ แล้ว เราจะเห็นว่าความคิดต่างๆ มันจะมาเอง มันจะขึ้นมาในสมองของเราเอง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีการฝึกฝนทำให้ชำนาญโดยการทำซ้ำๆ บ่อยๆ เป็นประจำ

ผมจะขอเล่าเรื่องสมัยที่ผมเรียนอยู่ ม.ต้น สักนิดนึงก่อนจะจบหัวข้อนี้ เพราะบางทีเรื่องแบบนี้มันอาจจะดูยากไปหน่อยสำหรับการเริ่มต้น โดยปกติผมจะเป็นคนที่ลายมือไม่สวย เพราะผมต้องการเขียนในเร็วขึ้น ทีนี้จึงสังเกตเห็นว่าเวลาเขียนตัวเลขเราจะเขียนได้เร็วกว่าการเขียนตัวหนังสือผมจึงคิดที่จะใช้ตัวเลขมาแทนการเขียนด้วยตัวหนังสือ จึงได้มีการคิดตัวเลขและเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ขึ้นมาเพื่อใช้เขียนแทนการใช้ตัวอักษรภาษาไทย พอคิดได้แล้วก็ลงมือทำเลยครับ ตอนแรกๆ ก็จะงงๆ เพราะเรายังไม่คุ้นกับตัวเลขต่างๆ แต่พอทำแบบนี้บ่อยก็จะชินไปเองครับ พอจะเขียนอะไรผมก็จะเขียนเป็นตัวเลขไปเลย เวลาอ่านก็อ่านเป็นข้อความปกติ แต่ก็อ่านออกแค่คนเดียวครับคนอื่นอ่านไม่ออก เพราะมันมีแต่ตัวเลข ซึ่งข้อดีก็คือ ผมสามารถเขียนได้เร็วมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเขียนตัวเลขมันง่ายครับ ส่วนอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ การนำคำศัพท์ภาษาอังกฤษมาแต่งเป็นกลอนครับ เวลาอ่านกลอนคำมันก็สัมผัสกันไปเรื่อยๆ เราก็จะอ่านง่ายจำง่ายและเราก็จะจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้ง่ายกว่าการอ่านแบบธรรมดาหลายเท่ามากครับ นอกจากที่กล่าวมาแล้วก็ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่องครับ ที่เราสามารถนำความคิดสร้างสรรค์ของเรามาใช้เพื่อให้เรียนเก่งขึ้นครับ และแน่นอนว่าเรียนเก่งขึ้นได้แน่นอนครับผม แถมยังสนุกด้วยครับ

บทสรุปสำหรับคนที่อยากเรียนเก่ง

สำหรับคนที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ก็คงจะเข้าใจกันแล้วว่าการเรียนเก่งนั้นเราสร้างได้ และมันมีแนวทางหลากหลายวิธี ไม่มีใครที่เรียนเก่งมาตั้งแต่เกิดหรอกครับ ทุกคนต่างก็มีจุดเริ่มต้นเดียวกันทั้งนั้นครับ แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องฝึกฝันครับ ต้องอดทน ต้องมุ่งมั่น ตั้งใจจริง และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือต้อง ทำให้ถูกวิธี ถูกแนวทางครับ ถึงจะเกิดผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี การที่เราจะเรียนเก่ง มันก็ต้องมีคุณสมบัติที่จำเป็น มีนิสัยที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราฝึกกันได้ ครับ ทั้งเรื่องของความจำ ความคิด ความสร้างสรรค์ การสังเกต เราสามารถฝึกเริ่มจากสิ่งที่ง่ายสำหรับเรา จากสิ่งที่เราถนัด สิ่งที่เราคิดว่าเราทำได้ดี ทำเป็นประจำครับ และที่สำคัญเช่นกันนั่นก็คือ ต้องมีความขยันครับ ต้องรักที่จะศึกษา พร้อมที่จะเรียนรู้ อ่านหนังสือเป็นประจำจนติดเป็นนิสัยยิ่งดีครับ มันจะทำให้เราเป็นคนรักการอ่าน การอ่านนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องอ่านหนังสือเรียนหรือหนังสือที่เกี่ยวกับวิชาการเพียงอย่างเดียว หนังสืออะไรก็อ่านได้ ไม่ว่าจะเป็นนิยาย หนังสือการ์ตูน นิตยสาร หรือหนังสืออื่นๆ เพราะอย่างน้อยๆ การอ่านมันจะช่วยให้เรา อ่านได้คล่อง อ่านได้เร็วขึ้น และเป็นการฝึกการจับใจความฝึกการสรุปเนื้อไปในตัวด้วยครับ แม้ว่ายุคสมัยนี้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราเรียนรู้อะไรได้เร็วขึ้น แต่ถึงอย่างไรหนังสือก็ยังจำเป็นอยู่ดีครับ ความรู้สึกและอารมณ์ในการอ่านหนังสือและการอ่านในอินเตอร์เน็ตมันแตกต่างกันครับ

นอกจากเรื่องของการอ่านแล้วการถามคนอื่นๆ ที่มีความรู้มากกว่าเราก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน การถามไม่ต้องไปอายใคร เราถามเราได้ โดยเฉพาะการถามคุณครูหรืออาจารย์ที่สอน เพราะท่านต้องมีความรู้มากกว่าเราอยู่แล้ว สงสัยอะไร เมื่อไหร่ ถามได้เลยครับ ทำให้ติดเป็นนิสัย ทำให้คุ้นเคย แล้วเราจะไม่เขินอาย เราจะกล้า มากขึ้น

สำหรับการพักผ่อนสมองนี่ก็สำคัญเช่นกันครับ สมองของเราควรได้รับการพักผ่อนบ้าง ที่ดีที่สุดก็คือควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ครับ ถ้าเราได้นอนเต็มที่ ทั้งร่างกายและก็สมองของเราก็พร้อมที่จะเรียนรู้ พร้อมที่รับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา พร้อมที่จะคิด และก็จดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นครับ และเราอย่าหักโหมจนเกินไปครับ เราควรพยายามเท่าที่ร่างกายเราจะรับได้ พยายามเท่าที่สมองของเราจะรับได้ครับ เราควรค่อยๆ เพิ่มความพยายามมากขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายและสมองของเราได้ค่อยๆ ปรับตัว ไม่ใช่การหักโหมมากจนเกินไป เพราะยิ่งหักโหมแทนที่จะเก่งขึ้นบางทีเราอาจจะจำอะไรไม่ได้ คิดอะไรไม่ออก เลยก็เป็นได้ครับ อย่างเช่น อ่านหนังสือ แทนที่อ่านแล้วจะสรุปสาระสำคัญได้ แต่อ่านแล้วก็ลืมไปหมดเลย เพราะสมองเรารับไม่ไหวแล้ว ดังนั้นการผ่อนคลายและการพักผ่อนจึงเป็นเรื่องสำคัญครับ ไม่มีใครเก่งภายในข้ามคืนเดียวครับ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆปรับตัวเพื่อให้ร่างกายและสมองของเราแกร่งขึ้น และเราก็จะเรียนได้เก่งขึ้นอย่างแน่นอนครับ ขอเป็นกำลังใจกับความพยายามของทุกคนครับ ขอให้ทุกคนเรียนเก่งขึ้นได้อย่างที่ตั้งใจเอาไว้ครับ โปรดจำไว้ว่า ไม่มีอะไรที่ยากเกิดความตั้งใจของคนเราไปได้แน่นอน ถ้ามีคนอื่นที่เรียนเก่งอยู่แล้ว ทำไมเราจะเรียนเก่งเหมือนเขาไม่ได้ ทั้งๆที่เรามาจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน


(0) แชร์ | (1) ถูกใจ | (0) ความคิดเห็น

เรียนไม่จบก็รวยได้ ประโยคฮิตที่ต้องคิดให้หนัก

แน่นอนว่า แทบทุกคนคงจะรู้จัก Steve Job และ Bill Gate รวมทั้ง Mark Zuckerberg ด้วยอีกคน 3 คนนี้ถือว่า...

อยากเรียนเก่งภาษาอังกฤษทำไงดี

อยากเรียนเก่งในบทความนี้จะเป็นเรื่องของภาษาอังกฤษครับ และเนื้อหาต่อไปนี้ยาวมากๆ ครับกว่าจะอ่านจบอาจจ...

อยากเรียนเก่งทำไงดี นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์จริง ตอนที่2

อยากเรียนเก่งตอนที่2 ในตอนแรกผมได้กล่าวถึงเรื่องราวจุดเริ่มต้นของการเรียนเก่ง สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่...

อยากเรียนเก่งทำไงดี นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์จริง ตอนที่1

จะทำยังไงดีถ้าเราอยากเรียนเก่ง เมื่อพูดถึงเรื่องเรียน หลายๆ คนคงจะเคลียด หรืออาจจะเป็นทุกข์ไปจนถึงเศ...

ใช้ยากลุ่มลดไขมันหวังลดความอ้วนเสี่ยงอันตรายสูง

องค์การอาหารและยาได้เตือนให้ผู้ที่ใช้ยาลดไขมันหรือยาลดความอ้วนให้ระวังผลข้างเคียง ตั้งแต่ท้องผูก ท้อ...

โรคอ้วน

คำจำกัดความ . ...

แนวทางการปฏิบัติ การจัดการน้ำหนักและรอบเอว ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

จากการศึกษา พบว่า การมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรืออ้วน ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเป็นโรคเบาหวาน ความด...

ลดอ้วนด้วยตัวเอง

ดัชนีมวลกายกับความอ้วน วิธีเช็คอย่างง่ายว่าท่านอ้วนหรือไม่ คือ การ...

“เต็นท์โปร่งใส” ให้คุณ “กางเต็นท์ดูดาว” แบบโรแมนติกสุดๆ

เวลาไปเที่ยวกางเต็นท์ ใครๆก็อยากสัมผัสบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติกันทั้งนั้น จะดีแค่ไหนถ้าได้กางเต็นท...

“บ้านกระจก” ไอเดียสุด “คูล” ในการ “รักษาต้นไม้”

ใครว่าสิ่งก่อสร้างมักทำลายธรรมชาติ ไม่จริงเสมอไปมันขึ้นกับการออกแบบมากกว่า Aibek Almassov สถาปนิก...