sreeunlee
21 พฤษภาคม 2560

อยากเรียนเก่งทำไงดี นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์จริง ตอนที่1

จะทำยังไงดีถ้าเราอยากเรียนเก่ง เมื่อพูดถึงเรื่องเรียน หลายๆ คนคงจะเคลียด หรืออาจจะเป็นทุกข์ไปจนถึงเศร้าใจกันไปเลย เรื่องนี้สำหรับคนที่เรียนเก่งอยู่แล้วหรือสำหรับคนที่พอจะเรียนได้บ้าง ก็คงไม่เป็นปัญหาอะไรสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นคนที่เรียนไม่ค่อยเก่งหรือถึงขั้นเรียนไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็คงเป็นปัญหาใหญ่กันเลยทีเดียว เพราะนี่หมายถึงอนาคตอันยาวไกลของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการไปสมัครเรียนต่อ หรือหากใครที่ต้องการสมัครงานก็จะเป็นปัญหาตอนไปสมัครงานกันอีกแหละ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเรียนกับการทำงานมันคนละเรื่องกันเลย บางคนที่ไม่เก่งในเรื่องการเรียน แต่พอออกไปทำงานแล้วกลับก้าวหน้ามากมาย แต่สำหรับบางคนแม้จะเรียนเก่งสอบได้ที่หนึ่งของห้องมาตลอด แต่ก็อาจจะตกต่ำในด้านของการทำงานก็เป็นไปได้ เพาะฉะนั้นการเรียนในโรงเรียนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของชีวิตเท่านั้น เพราะชีวิตเรายังอีกยาวไกล การเรียนในวันนี้คือพื้นฐานของอนาคตของเราแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของเราเสมอไป

เอาล่ะคุยกันออกนอกเรื่องกันมามากแล้ว ตอนนี้เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า การเรียนเก่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ไม่ว่าใครๆ ก็อยากเรียนเก่งกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นลูกใครหลานใคร ก็ไม่เว้น เพราะนี่คือสิ่งที่บ่งบอกว่าเรามีความสามารถ เรามีข้อดีข้อเด่นที่จะสามารถนำไปต่อสู้หรือแข่งขันกับคนอื่นๆ ได้ ทั้งพ่อแม่ คุณครู เพื่อนๆ หรือแม้กระทั่งพี่น้อง ต่างก็พากันชื่นชมคนที่เรียนเก่งกันทั้งนั้น แต่ถ้าเกิดเราเรียนไม่เก่งขึ้นมาล่ะก็ คนรอบข้างเราหลายๆ คน ก็อาจจะผิดหวังก็เป็นได้ ดังนั้นทุกคนจึงพยายามหาวิธีการต่างๆ เพื่อที่จะให้ตัวเองเรียนเก่งกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือ ให้เพื่อนๆ ช่วยติว ให้พ่อแม่ช่วยสอน หรือบางคนอาจจะเข้าไปเรียนในสถาบันกวดวิชาต่างๆ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ล้วนสามารถช่วยในเรื่องของการเรียนให้ดีขึ้นได้ทั้งนั้น แต่แนวทางต่างๆ ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน บางคนใช้วิธีหนึ่งได้ผล แต่กลับใช้ไม่ได้ผลสำหรับอีกคนก็เป็นไปได้ ดังนั้นเราจึงพยายามหาวิธีที่หลากหลายเพื่อช่วยให้เรียนเก่งขึ้น แต่ถึงอย่างไรแม้ว่าจะไม่ได้ผล 100% หรือไม่ได้ทำให้เรียนเก่งมากๆ เหมือนคนอื่นที่เขาเรียนเก่งอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยๆ ก็ช่วยได้ไม่มากก็น้อย เพราะอย่างน้อยๆ มันก็บ่งบอกได้ว่าเรามีความตั้งใจในการศึกษาเล่าเรียนไม่น้อยไปกว่าคนอื่นๆนั่นเอง

จากจุดเริ่มต้น ไม่มีใครเรียนเก่งมาตั้งแต่เกิด

แน่นอนว่าไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด ต่อให้เป็นคนที่เก่งมากๆ สอบได้ที่หนึ่งของห้องเรียนทุกๆปี หรือแม้กระทั่งคนที่เรียนเก่งที่สุดในโรงเรียน ทุกคนต่างก็เริ่มจากศูนย์ด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่เรียนไม่เก่งไม่ต้องน้อยใจ ไม่ต้องเสียใจใดๆ ทั้งสิ้น เพราะอย่างน้อยๆ เราก็รู้ว่าทุกคนเริ่มจากจุดเริ่มต้นเดียวกัน เริ่มที่ตำแหน่งเดียวกันทั้งนั้น ทุกคนที่เรียนเก่งต่างก็เคยเรียนไม่เก่งมาก่อน ก็ต้องหัดอ่าน หัดเขียน ฝึกฝน หัดทำการบ้าน รวมไปถึงการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้ตัวเองพยายามให้มากขึ้น และต้องมากกว่าคนอื่นๆ เมื่อเริ่มเข้าโรงเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ทุกคนก็ต้องเริ่มจากการฝึกอ่านและเขียน ก.ไก่ จนถึง ฮ.นกฮูก ต้องเริ่มจากการเขียนรู้สระต่างๆ การฝึกนับเลข เขียนตัวเลขทั้งเลขไทยและเลขอาราบิก ต้องฝึกการอ่าน ฝึกการสะกดคำ คือพูดง่ายๆ ทุกคนก่อนจะเข้าโรงเรียนก็ไม่มีใครอ่านหนังสือออกกันสักคนหรอก และพอเริ่มเข้าโรงเรียน ก็ต้องเรียนรู้ในเรื่องเดียวกัน เรียนเหมือนกัน ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกัน และแน่นอนว่า ตอนเรียนอนุบาลเด็กทุกคนก็คงชอบการเล่น การสนุกกับเพื่อนๆ การทำกิจกรรมสนุกสนานที่คุณครูพาทำ ชอบการเล่นเกมส์ และอื่นๆ ที่เด็กๆ ชอบ ซึ่งเด็กส่วนมากก็ไม่มีใครสนใจจะอยากเรียนหนังสือกันสักเท่าไหร่แน่นอน คุณพ่อคุณแม่เราอาจจะบอกลูกๆ ว่า ไปโรงเรียนต้องตั้งใจเรียนหนังสือนะลูก แต่ในช่วงวัยขณะนั้น อาจจะไม่เข้าใจหรอก ว่าการตั้งใจเรียนคืออะไร ทำไมเราต้องไปโรงเรียน เด็กๆส่วนมากก็คิดเพียงแค่ว่าไปโรงเรียนได้ไปเล่นกับเพื่อน ไปเรียนกับคุณครู ไปเล่นกีฬา และก็ไปนอนที่โรงเรียน พอนอนตื่นขึ้นมา ก็ได้ดื่มนมแล้วก็กลับบ้าน คงไม่มีเด็กอนุบาลคนไหนหรอกที่คิดได้ว่าไปโรงเรียนจะต้องตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่าน ตั้งใจทำตามที่คุณครูสอน เพื่อจะได้มีอนาคตที่ดี มีงานทำที่มั่นคง มีเงินเดือนที่มากๆ เพื่อจะได้ดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว ดูแลคนรอบข้างได้

เพราะฉะนั้นสำหรับการเรียนเก่งนั้นไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องน้อยเนื้อต่ำใจในความสามารถของตัวเอง หรือน้อยใจในโชคชะตาของตัวเองที่เกิดมาแล้วเรียนไม่เก่งเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ เขา เพราะทุกคนต่างก็เริ่มที่จุดเริ่มต้นเดียวกันทั้งนั้น

เรียนเก่งคือพรสวรรค์ แต่ทุกคนสามารถสร้างได้

แน่นอนว่าถ้าอยากเรียนเก่งต้องมีพรสวรรค์ ซึ่งพรสวรรค์ก็คือความสามารถที่มีติดตัวเรามา เอาง่ายๆ เลย คือบางคนครูสอนแค่ครั้งเดียวก็เข้าใจสามารถทำงานส่งครูได้ แถมยังทำได้ดีมากๆ ด้วย ซึ่งนี่ก็คือคนที่มีพรสวรรค์ในการเรียนนั่นเอง แต่สำหรับอีกบางคนต้องให้ครูบอกแล้วบอกอีก อธิบายแล้วอธิบายอีก บางทีอธิบายซ้ำไปซ้ำมาหลายๆ รอบก็ยังไม่เข้าใจ ซึ่งลักษณะนี้อาจเรียกได้ว่าไม่มีพรสวรรค์ในการเรียนหนังสือก็เป็นไปได้ แต่เรื่องของพรสวรรค์นั้นไม่ใช่ปัญหา เพราะสิ่งเหล่านี้เราสามารถสร้างขึ้นมาได้ เราไม่มีพรสวรรค์ในการเรียน เราเรียนเข้าใจยาก อ่านหนังสือยังไงก็ไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถเรียนให้เก่งๆ ได้เหมือนคนอื่นเขา ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยสร้างพรสวรรค์ให้กับเราได้ นั่นก็คือพรแสวง หรือถ้าพูดง่ายๆ ก็คือต้องขยันให้มากนั่นเอง

ในสมัยก่อนตอนที่ผู้เขียนเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะเป็นช่วง ม.2 หรือ ม.3 นี่แหละ มีครูคนหนึ่งพูดให้ฟังว่า “คนเก่งจริงๆ มันไม่ได้น่ากลัวหรอกแต่ที่น่ากลัวกว่าก็คือคนขยัน ก็แค่คนเก่งต่อให้เก่งสักแค่ไหนถ้ามันไม่ขยัน ไม่อ่านหนังสือ ไม่ทบทวน มันก็เก่งได้แค่นั้น แต่ถ้าเป็นคนขยัน ตั้งใจอ่านตั้งใจเรียน สักวันหนึ่งมันก็จะเก่งขึ้นมาได้ แต่มันอาจจะเก่งกว่าคนที่เก่งอยู่แล้วก่อนหน้านั้นก็ได้” เมื่อได้ฟังคนพูดของคุณครูในตอนนั้นจึงคิดได้ว่า พรสวรรค์จริงๆ แล้วไม่ได้สำคัญอะไรเลยถ้าเราขี้เกียจ ถ้าเราไม่ขยันตั้งใจเรียน แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนจากคนที่ไม่เก่งให้เก่งได้ จากคนที่เรียนไม่รู้เรื่องให้สามารถเรียนได้รู้เรื่องได้ ก็คือ ความขยันนั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ ถ้าเราอยากเรียนเก่งเราก็ต้องขยัน และถ้าเราไม่มีพรสวรรค์เหมือนคนอื่นๆ เราก็ต้องขยันให้มากกว่าคนอื่นๆ เรื่องการเรียนเก่งมันฝึกฝนกันได้ มันสร้างกันได้ ทุกคนสามารถเรียนเก่งได้ ทุกคนสามารถเป็นที่หนึ่งของห้องได้ สามารถเป็นที่หนึ่งของโรงเรียนได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเรียนหนังสือเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จได้ ความขยันนั้นสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถ้าเราไม่มีความขยัน โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็แทบจะไม่มีเลย

ทำไมคนที่เรียนเก่งนับวันยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่คนที่ไม่เก่งทำยังก็ไม่เก่ง

สำหรับคนที่เรียนไม่เก่งแต่ก็อยากเรียนเก่ง ก็คงมีหลายๆ คนได้ลองทำตามวิธีต่างๆ เพื่อให้ตัวเองเรียนเก่ง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ การตั้งใจเรียนและตั้งใจฟังเวลาครูสอน หรือการติวหนังสือกันกับเพื่อน หรือด้วยวิธีอื่นๆ ใดๆ ก็แล้วแต่ มันมีอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับหัวข้อนี้ก็คือว่า เมื่อสมัยเด็กตอนนั้นผู้เขียนอายุประมาณ 9-10 ขวบนี่แหละ ในตอนนั้นก็น่าจะเรียนอยู่ชั้น ป.3 หรือไม่ก็ ป.4 นี่แหละ คือแต่เดิมแล้วผู้เขียนเป็นคนที่เรียนเก่ง และเรียนได้เข้าใจเร็วมาก ฟังครูสอนแค่ครั้งเดียวก็เข้าใจแล้ว และเรื่องนี้มันมีอยู่ว่า วันหนึ่งมีเพื่อนคนหนึ่งถือว่าเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก เพื่อนได้มาถามผมว่า “เธอทำยังไงถึงได้เรียนเก่งจัง?” และคำถามในตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะตอบว่ายังไง บางทีสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นกับตัวเราเองโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ รู้เพียงแต่ว่าตัวเองเรียนเก่ง แต่ไม่รู้ว่าเก่งได้เพราะอะไร ซึ่งในตอนนั้นผมก็จำจากคำพูดของผู้หลักผู้ใหญ่ และก็คุณครูที่เคยสอน ก็เลยบอกเพื่อนไปว่า “ก็ต้องตั้งใจเรียนและก็ขยันอ่านหนังสือให้มากๆ ก็จะเรียนเก่งขึ้นได้เอง” (ทั้งที่ความเป็นจริงในตอนนั้นผมคิดว่าตัวเราเองก็แทบจะไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเลยแต่มันก็เรียนเก่งของมันเองซึ่งความคิดนี้ผมไม่ได้บอกเพื่อนเพียงแต่คิดในใจเฉยๆ) พอผมบอกเพื่อนไปแบบนั้น เพื่อนของผมก็พูดเลยว่า “เราก็ก็ตั้งใจเรียนนะ และเราก็อ่านหนังสือทุกวันด้วย เราพยายามอย่างมากเพื่อที่จะให้เรียนเก่งเหมือนกับเธอแต่เราก็ยังไม่เก่งเหมือนเดิม ทำยังไงก็ได้เท่าเดิม ไม่เก่งขึ้นมาได้เลย เธอบอกเราหน่อยสิว่าเราจะต้องทำยังไงดี” และในตอนนั้นผมก็ไม่อะไรจะแนะนำเพื่อนผมได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว ผมบอกได้เพียงแต่ว่า ต้องตั้งใจให้มากขึ้นกว่าเดิม

จากการสนทนากับเพื่อนผมในครั้งนั้น ผมไม่เคยลืมคำถามของเพื่อนคนนั้นเลย ผมจำใส่ใจมาตลอดและพยายามหาคำตอบให้กับตัวเองว่าทำยังไงถึงได้เรียนเก่งจังเลย เป็นเวลาผ่านมาหลายปี จนกระทั่งผมเรียนจบชั้นประถม และก็เรียนต่อมัธยม และได้เรียนต่อ ปวช. ไปจนถึง ปวส. ผมพยายามคิดมาตลอดระยะเวลาเป็นสิบๆ ปีที่ผ่านมาว่าทำไมตัวเองถึงได้เรียนเก่ง ทั้งการสังเกตจากคนอื่น ทั้งเพื่อนๆ และคนรอบข้าง สังเกตทั้งเพื่อนคนที่เรียนเก่ง และคนที่เรียนไม่เก่ง และในที่สุดผมก็สามารถหาคำตอบให้กับคนถามนี้ได้ บางทีอาจจะผ่านมานานเกินไป แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด และไขข้อข้องใจได้ดีที่สุดก็เป็นไปได้ ซึ่งหลังจากที่ผมพอจะทราบแล้วว่าทำยังไงถึงเรียนเก่ง ผมก็ยังไม่เคยในตอบคำถามเพื่อนผมคนนั้นเลย แต่ผมก็เก็บไว้ในใจตลอดมา จนได้มาเขียนบทความเรื่องนี้แหละ และจะได้นำมาบอกเล่าให้กับคนที่กำลังอ่านบทความอยู่ในขณะนี้

อ่านหนังสือเรียนมากๆ ไม่ได้ทำให้เรียนเก่งเสมอไป

แน่นอนว่าถ้าอยากเรียนเก่ง ไม่ว่าเราจะไปถามใครก็ตาม คำตอบที่จะได้ก็มีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น ก็คือ ให้อ่านหนังสือมากๆ และก็ต้องตั้งใจเรียนให้มากๆ นี่คือคำตอบยอดฮิตของคำถามที่ว่า อยากเรียนเก่งต้องทำยังไง? ซึ่งคำตอบนี้มันไม่ผิด มันใช้ได้ผล และได้ผลดีมากๆ ด้วยสำหรับบางคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้ผลสำหรับคนอีกบางคน คืออย่างน้อยๆ การอ่านหนังสือ ถ้าไม่ได้อะไรเลยจริงๆ อย่างน้อยๆ มันก็พอผ่านตาเราบ้าง จึงมีคนหลายคนหรือคุณครูบางท่านบอกว่าให้อ่านหนังสือให้มากๆ ถ้าจำไม่ได้เลยจริงๆ อย่างน้อยๆ มันก็ได้ผ่านตาเราบ้าง ก็อาจจะทำให้เรานึกออกได้เวลาทำข้อสอบ สำหรับเรื่องนี้ผมได้สังเกตจากตัวเองและสังเกตจากเพื่อนอีกหลายๆ คน ว่าแต่ละคนเป็นยังไง ก็เห็นว่า คนที่เรียนเก่งจริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะขยันอ่านหนังสืออะไรนักหนา คือไม่ใช่ว่าไม่อ่านเลย ก็มีอ่านบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่า จะอ่านเยอะสักเท่าไหร่ ที่เห็นอ่านเยอะจริงๆ ก็แค่ตอนก่อนจะสอบเท่านั้นเอง ส่วนในระหว่างเรียนปกติก็เห็นอ่านบ้างไม่อ่านบ้าง แล้วแต่อารมณ์ ทีคนไม่เก่งเห็นอ่านยังไงก็ไม่ค่อยจะเก่งขึ้นสักที และคนที่เก่งๆ ก็ไม่เห็นว่าจะอ่านอะไรมากมาย ก็เห็นเล่นๆ หัวๆ กันทั้งนั้น

ดังนั้นจากการสังเกตเรื่องการอ่านหนังสือแล้ว ผมจึงคิดว่า การอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เรียนเก่งขึ้นได้อย่างแน่นอน มันต้องมีสาเหตุอื่นๆ อีกแน่นอน นอกจากการอ่านหนังสือ เพราะขนาดตัวเองยังไม่ค่อยได้อ่านก็ยังเรียนเก่ง และคนที่อ่านๆๆๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะเก่งขึ้นกว่าเดิมมากนัก ที่ผมบอกแบบนี้ไม่ใช่ว่าการอ่านหนังสือไม่สำคัญนะครับ แต่ว่าการที่จะทำให้เราเรียนเก่งขึ้นมาได้ มันมีปัจจัยอื่นๆ อีก นอกจากการอ่านหนังสือ ผมพยายามคิดมาตลอด สังเกตมาตลอดว่าทำไม ทำไม ทำไม จนในที่สุดผมก็พอจะเข้าใจแล้วว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้เพราะสาเหตุอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไมการอ่านหนังสือมากๆ เพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถที่จะทำให้เราเรียนเก่งได้ ซึ่งสิ่งที่ผมเข้าใจต่อจากนี้มันสอดคล้องกับลักษณะของคนที่เขาเรียนเก่ง และเพื่อนๆ ทุกคนที่เรียนเก่ง หัวข้อที่กล่าวต่อไปหลังจากนี้คือสิ่งที่ผมค้นพบว่า ทำไมถึงได้เรียนเก่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือสิ่งจำเป็นมากที่จะทำให้เรียนเก่งได้ ทุกคนที่เรียนเก่งจะต้องมีสิ่งเหล่านี้ มีคุณสมบัติหรือลักษณะนิสัยแบบนี้ ซึ่งบางคนอาจจะมีติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดหรือที่เรียกว่าพรสวรรค์ แต่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านี้เราสร้างขึ้นมาได้ สร้างได้ด้วยการฝึกฝน ยิ่งฝึกฝนบ่อยๆ ก็จะยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆ ก็เหมือนกับการขี่จักรยานนั่นแหละ ถ้าเราขี่เป็นแล้วเก่งแล้ว จะขี่ยังไงก็ไม่ล้ม จะขี่เร็วขี่ช้ายังไงก็ไม่ล้ม การเรียนเก่งก็เหมือนกัน เราฝึกฝนกันได้ ถ้าฝึกได้แล้ว ทำยังไงก็เก่ง ทำให้เกิดความเคยชิน ทำจนเป็นนิสัย จนกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวเราไป

อยากเรียนเก่งตอนที่ 2 อ่านต่อเลยที่ลิงค์นี้ครับ http://readhong.com/post/95


(0) แชร์ | (1) ถูกใจ | (0) ความคิดเห็น

เรียนไม่จบก็รวยได้ ประโยคฮิตที่ต้องคิดให้หนัก

แน่นอนว่า แทบทุกคนคงจะรู้จัก Steve Job และ Bill Gate รวมทั้ง Mark Zuckerberg ด้วยอีกคน 3 คนนี้ถือว่า...

อยากเรียนเก่งภาษาอังกฤษทำไงดี

อยากเรียนเก่งในบทความนี้จะเป็นเรื่องของภาษาอังกฤษครับ และเนื้อหาต่อไปนี้ยาวมากๆ ครับกว่าจะอ่านจบอาจจ...

อยากเรียนเก่งทำไงดี นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์จริง ตอนที่2

อยากเรียนเก่งตอนที่2 ในตอนแรกผมได้กล่าวถึงเรื่องราวจุดเริ่มต้นของการเรียนเก่ง สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่...

อยากเรียนเก่งทำไงดี นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์จริง ตอนที่1

จะทำยังไงดีถ้าเราอยากเรียนเก่ง เมื่อพูดถึงเรื่องเรียน หลายๆ คนคงจะเคลียด หรืออาจจะเป็นทุกข์ไปจนถึงเศ...

ใช้ยากลุ่มลดไขมันหวังลดความอ้วนเสี่ยงอันตรายสูง

องค์การอาหารและยาได้เตือนให้ผู้ที่ใช้ยาลดไขมันหรือยาลดความอ้วนให้ระวังผลข้างเคียง ตั้งแต่ท้องผูก ท้อ...

โรคอ้วน

คำจำกัดความ . ...

แนวทางการปฏิบัติ การจัดการน้ำหนักและรอบเอว ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

จากการศึกษา พบว่า การมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรืออ้วน ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเป็นโรคเบาหวาน ความด...

ลดอ้วนด้วยตัวเอง

ดัชนีมวลกายกับความอ้วน วิธีเช็คอย่างง่ายว่าท่านอ้วนหรือไม่ คือ การ...

“เต็นท์โปร่งใส” ให้คุณ “กางเต็นท์ดูดาว” แบบโรแมนติกสุดๆ

เวลาไปเที่ยวกางเต็นท์ ใครๆก็อยากสัมผัสบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติกันทั้งนั้น จะดีแค่ไหนถ้าได้กางเต็นท...

“บ้านกระจก” ไอเดียสุด “คูล” ในการ “รักษาต้นไม้”

ใครว่าสิ่งก่อสร้างมักทำลายธรรมชาติ ไม่จริงเสมอไปมันขึ้นกับการออกแบบมากกว่า Aibek Almassov สถาปนิก...