kokkokat
26 กรกฎาคม 2559

พลังงานและสิ่งแวดล้อม

สิ่งแวดล้อม หมายถึง EVERYTHING AROUND US หรือสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นได้ทั้งรูปธรรม (สามารถจับต้องได้ มองเห็นได้) และที่เป็นนามธรรมธรรม (กฎหมาย, วัฒนธรรม) ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต อาจมีทั้งคุณ และโทษแก่มนุษย์หรือสิ่งแวดล้อมก็ได้

1. ความหมายของสิ่งแวดล้อม

สิ่งแวดล้อม หมายถึง EVERYTHING AROUND US หรือสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และทั้งที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นได้ทั้งรูปธรรม (สามารถจับต้องได้ มองเห็นได้) และที่เป็นนามธรรมธรรม (กฎหมาย, วัฒนธรรม) ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต อาจมีทั้งคุณ และโทษแก่มนุษย์หรือสิ่งแวดล้อมก็ได้

2.ประเภทของสิ่งแวดล้อม

ประเภทของสิ่งแวดล้อมแบ่งออกได้เป็น 2ประเภท

1.สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ Natural environment คือสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแบ่ง ออกเป็น 2. ชนิดได้แก่

1.1สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ Biological environment หมายถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เช่นพืช มนุษย์ สัตว์ ป่า เป็นต้น

1.2สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ Physical environment หมายถึงสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต เช่นภูเขา ดิน ลม ฟ้า อากาศ เป็นต้น

2.สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น Man – made environment คือสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อ

เป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์และเป็นแบบแผนในการดำเนิน ชีวิต แบ่งออกเป็น 2 ชนิดได้แก่

2.1สิ่งแวดล้อมที่เป็นกายภาพหรือสิ่งแวดล้อมรูปธรรม คือสิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะกายภาพและมองเห็นได้ชัดเจน เช่นถนน อาคาร บ้านเรือนต่างๆเป็นต้น

2.2สิ่งแวดล้อมที่เป็นมโนภาพ หรือสิ่งแวดล้อมนามธรรม เป็นสิ่งแวดล้อมที่เกิดมาจากการสร้าง จินตนาการ และต้องมีการแสดงออกมา จึงจะมองเห็นได้ชัดเจนนับเป็นสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้าง ขึ้นมาเพื่อความเป็นระเบียบของการอยู่ร่วมกันในสังคม เช่นกฎหมาย ศาสนา วัฒนธรรม การเมืองเป็นต้น

3.ความสำคัญของสิ่งแวดล้อม

1. เป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
2. เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ
3. ให้ความรื่นรมย์แก่ชีวิต
4. ให้ความสะดวกสบายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์
5. รองรับของเหลือหรือเศษที่เกิดจากการผลิตและการบริโภค
6. ปรับสภาพธรรมชาติให้สมดุล
7. มีความสำคัญด้านวิชาการและเอกลักษณ์ของชาติ
8. มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐาน

4.การจัดการสิ่งแวดล้อม

การจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management) หมายถึง กระบวนการดำเนินงานวางแผน แก้ไข ปรับปรุง วางระบบ อย่างมีระบบถูกหลักวิชาการให้กับสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์แก่ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพของสิ่งแวดล้อม

หลักการจัดการสิ่งแวดล้อม

1. การศึกษา สำรวจ เพื่อกำหนดขอบเขตของสิ่งแวดล้อม
2. การกำหนดกิจกรรมเพื่อการจัดการที่ดี โดยคำนึงสิ่งต่อไปนี้

2.1 การครอบคลุมปัญหาในการจัดการ
2.2 ต้องคำนึงถึงข้อกฎหมายสิ่งแวดล้อมกิจกรรมที่จะดำเนินการ
2.3 ต้องสามารถตรวจสอบและประเมินผลได้

3. การควบคุม การบำบัด หรือการกำจัดของเสีย

3.1 การลดมลพิษหรือของเสียจากต้นกำเนิด
3.2 การใช้หมุนเวียน
3.3 การบำบัดของเสีย (Waste Treatment)
3.4 การกำจัดทิ้ง (Disposal)

5.การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environment Conservation) คือ การใช้สิ่งแวดล้อมอย่างชาญฉลาดเพื่อให้เกิดประโยชน์กับมนุษย์และสิ่งมีชีวิตมากที่สุด และเกิดประโยชน์ยาวนานตลอดไป

ปัญหาของสิ่งแวดล้อมที่เป็นประเภททรัพยากรธรรมชาติ

1. ทรัพยากรดินและการใช้ที่ดิน
2. ทรัพยากรน้ำ
3. ทรัพยากรป่าไม้
4. ทรัพยากรประเภทสัตว์ป่า
5. ทรัพยากรแร่ธาตุและพลังงาน
6. ทรัพยากรประเภทอากาศ

วัตถุประสงค์ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

1. เพื่อรักษาให้คงสภาพสิ่งแวดล้อมเดิมให้นานที่สุด
2. เพื่อรักษาปัจจัยสำคัญของระบบสิ่งแวดล้อม
3. เพื่อป้องกันการสูญพันธุ์
4. เพื่อป้องกันผลกระทบที่เป็นลักษณะต่อเนื่องคล้ายลูกโซ่

แนวทางปฏิบัติในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

1. การให้การศึกษาและเผยแพร่ความรู้
2. การปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น
3. การนำกลับมาใช้ใหม่
4. การถนอมรักษา
5. การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ
6. การนำสิ่งอื่นมาใช้แทน
7. การลดอัตราการเสื่อมสูญ
8. การสำรวจหาทรัพยากรใหม่ๆ
9. การใช้สิ่งที่มีคุณภาพรองลงมา
10. การรักษาและซ่อมแซม
11. การแบ่งเขต

ประโยชน์ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ประโยชน์ทางตรง
1. ประชาชนสามารถคงเหลือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2. การสูญเสียและการสูญเปล่าของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีน้อยลง

ประโยชน์ทางอ้อม
1. สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้
2. เป็นภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ

6.แหล่งกำเนิดของพลังงาน

แหล่งกำเนินพลังงานแบ่งเป็นดังนี้

1. พลังงานหมุนเวียน (Renewable energy)
คือ แหล่งพลังงานที่ได้จากธรรมชาติรอบตัวเรา หามาใช้ได้ไม่มีวันหมด ซึ่งสามารถสร้างทดแทนได้ในช่วงเวลาสั้นๆ โดยธรรมชาติหลังจากมีการใช้ไป จึงมีหลายชื่อที่ใช้เรียก - พลังงานทดแทนและพลังงานใช้ไม่หมด รวมถึงพลังงานสะอาดและพลังงานสีเขียว เนื่องจากไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมนั่นเอง ตัวอย่างของพลังงาน ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานลม, พลังน้ำ, พลังงานคลื่นในทะเล, พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง, พลังงานชีวมวล, พลังงานความร้อนใต้พิภพและพลังงานไฮโดรเจน ฯลฯ

2. พลังงานสิ้นเปลือง (Nonrenewable energy)
คือ แหล่งพลังงานจากใต้พื้นดิน เมื่อใช้หมดแล้วไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่หรือหามาทดแทนโดยธรรมชาติได้ทันความต้องการในเวลาอันรวดเร็ว ต้องใช้เวลานานกว่าร้อยล้านปีที่จะสร้างขึ้นมาอีกได้และมีปริมาณจำกัด ชื่อที่ใช้แทนพลังงานกลุ่มนี้จึงมีทั้งพลังงานฟอสซิลและพลังงานที่ใช้แล้วหมด ตัวอย่างของพลังงาน ได้แก่ น้ำมันดิบ (ปิโตรเลียม), ถ่านหิน, ก๊าซธรรมชาติและพลังงานนิวเคลียร์ (แร่ยูเรเนียม) ฯลฯ

7.แหล่งกำเนิดของถ่านหิน

ในธรรมชาติซากพืชที่ทับถมกันจำนวนมากหรือน้อยก็ตาม จะถูกย่อยสลายโดยปฏิกิริยาเคมี แต่บางครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติทำให้กระบวนการย่อยสลายหยุดชะงักลง ซากพืชทับถมกันมากขึ้นและเมื่อใดที่มีการทรุดตัวของแผ่นดินหรือ ระดับน้ำในบริเวณนั้นๆ สูงขึ้น ทำให้ซากพืชจมลงใต้ระดับน้ำ แล้วถูกปิดทับโดยตะกอนหินดินทรายที่ถูกพัดพามากับน้ำ และเมื่อตะกอนที่ปิดทับมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ซากพืชเหล่านั้นจะถูกบีบอัดโดยน้ำหนักของตะกอนที่ปิดทับอยู่ ได้รับอิทธิพลของความร้อนที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี จนซากพืชเหล่านั้นกลายเป็นถ่านหินในที่สุด

8.ประเภทของถ่านหิน

การแยกประเภทตามลำดับชั้น แยกได้เป็น 5 ประเภท คือ

พีต (Peat) เป็นขั้นแรกในกระบวนการเกิดถ่านหิน ในระดับต่ำสุด ประกอบด้วยซากพืชซึ่งบางส่วนได้สลายตัวไปแล้วสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิง

ลิกไนต์ (Lignite) มีซากพืชหลงเหลืออยู่เล็กน้อย มีความชื้นมาก เป็นถ่านหินที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง

ซับบิทูมินัส (Subbituminous) มีสีดำ เป็นเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพเหมาะสมในการผลิตกระแสไฟฟ้า

บิทูมินัส (Bituminous) เป็นถ่านหินเนื้อแน่น แข็งและมักจะประกอบด้วยชั้นถ่านหินสีดำสนิท เป็นมันวาว ใช้เป็นถ่านหินเพื่อการถลุงโลหะได้

แอนทราไซต์ (Anthracite) ถ่านหินที่มีลักษณะดำเป็นเงามันวาวมาก มีรอยแตกเว้าแบบก้นหอย ติดไฟยาก

9.การใช้ประโยชน์จากถ่านหิน

ถ่านหินส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยตรงคือ การใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า และในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมการถลุงโลหะ การผลิตปูนซีเมนต์ อุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น จากข้อมูลการรายงานของสำนักนโยบายและแผนพลังงานเมื่อปี พ.ศ. 2546 พบว่าในประเทศไทยใช้ถ่านหินลิกไนต์ในการผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 86 ส่วนที่เหลือร้อยละ 14 ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ในขณะที่ภาพรวมทั่วโลกพบว่ามีการใช้ถ่านหินเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าประมาณร้อยละ 64 ซึ่งจะเห็นว่าปริมาณของถ่านหินที่ขุดขึ้นมาได้นั้นจะถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงค่อนข้างมากโดยเฉพาะการผลิตกระแสไฟฟ้า

นอกจากการใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการให้พลังงานความร้อนในอุตสาหกรรมต่างๆ แล้ว ยังมีการใช้ถ่านหินเป็นแหล่งวัตถุดิบเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกหลายอย่างเช่น การนำมาผลิตเป็นถ่านโค้กเทียม ถ่านกัมมันต์ ปุ๋ยยูเรีย หรือการนำมาสกัดเอาน้ำมันดิบ เป็นต้น

10.ผลกระทบจากพลังงานถ่านหิน

นับตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการทำเหมืองถ่านหิน ตลอดจนการนำถ่านหินไปใช้ประโยชน์ ทุกขั้นตอนของกิจกรรมเหล่านี้จะมีการทำลายสภาพแวดล้อมตลอดเวลาซึ่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอันเกิดจากกระบวนการของถ่านหินนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นคือ การเตรียมพื้นที่ทำเหมือง การเปิดหน้าดิน การขุดถ่านหิน การขนถ่ายและลำเลียงถ่านหิน ตลอดจนการนำถ่านหินไปใช้ประโยชน์ ทุกขั้นตอนล้วนแล้วแต่มีการทำลายสภาพแวดล้อมและปลดปล่อยสารมลพิษออกมา ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการได้มาและการใช้ถ่านหินดังต่อไปนี้

ผลกระทบจากขั้นตอนการทำเหมือง

กระบวนการเริ่มต้นของการทำเหมืองถ่านหิน หลังจากที่มีการสำรวจทั้งทางธรณีวิทยา ธรณีฟิสิกส์ และการเจาะสำรวจ จนเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าได้มีการพบแหล่งถ่านหินและคุ้มค่าต่อการลงทุน คือการเตรียมพื้นที่และการเปิดหน้าดินเพื่อทำเหมืองถ่านหิน โดยเฉพาะการทำเหมืองแบบเหมืองเปิดซึ่งต้องใช้พื้นที่ค่อนข้างมาก นั่นหมายถึงปริมาณของป่าไม้ที่จะต้องถูกทำลายก็มากตามไปด้วยผลที่ติดตามมาคือความเสียหายของระบบนิเวศวิทยา ทั้งในด้านความหลากหลายของพืชพรรณไม้ รวมถึงที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างๆ ในพื้นที่บริเวณนั้นก็จะถูกทำลายไปด้วย เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดหน้าดิน ปริมาณเนื้อดินมหาศาลจากพื้นผิวโลกลงไปตามระดับความลึกถึงแหล่งถ่านหิน ซึ่งจะถูกขุดและถูกเคลื่อนย้ายไปยังบริเวณอื่น ผลที่ตามมาคือมลพิษจากฝุ่นที่เกิดขึ้น ทั้งในช่วงของการขุดและการขนย้าย ส่วนพื้นที่บริเวณที่ถูกขุด และพื้นที่บริเวณที่นำหน้าดินมากองถมไว้อาจเกิดการพังทลายของดิน (erosion of soil) ได้ อันเนื่องมาจากความหนาแน่นของดินในพื้นที่นั้นๆ เปลี่ยนไป หรืออาจเกิดจากพลังธรรมชาติเช่น ลมพายุ พายุฝน เป็นต้น

นอกจากนี้ในระหว่างการทำเหมืองถ่านหินยังมีปัญหาในเรื่องของน้ำทิ้งที่ถูกปล่อยออก มาจากเหมืองถ่านหิน (acid mine drainage) ซึ่งน้ำทิ้งที่ถูกปล่อยออกมาจะมีส่วนผสมของสารโลหะหนักจำพวกทองแดง ตะกั่ว ปรอท ออกมาด้วย (World Coal Institute. 2005c. On-line) อันจะทำให้เกิดการแพร่กระจายและเกิดการปนเปื้อนทั้งในบริเวณพื้นดินและแหล่งน้ำต่างๆในบริเวณใกล้เคียง

ผลกระทบจากการใช้ถ่านหิน

การนำถ่านหินมาใช้ประโยชน์ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าและในอุตสาหกรรมต่างๆ ถ่านหินเมื่อถูกทำให้เกิดการเผาไหม้จะปล่อยก๊าซต่างๆ ที่เป็นมลพิษทางอากาศ ทั้งที่อยู่ในรูปของละอองธุลี (particulate matters) และอยู่ในรูปของออกไซด์ของก๊าซต่างๆ มากมายเช่น ซัลเฟอร์ออกไซด์ (SO2) ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) เป็นต้น อันเป็นสาเหตุให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลโดยตรงต่อมนุษย์และบรรยากาศของโลก เช่น การเกิดฝนกรด ปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น

ภาวะฝนกรด (acid rain) เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ทุกชนิดรวมทั้งถ่านหิน เมื่อมีการเผาไหม้จะมีการปล่อยก๊าซจำพวก ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และ ไนตรัสออกไซด์ ออกสู่ชั้นบรรยากาศ เมื่อก๊าซเหล่านี้เกิดปฏิกิริยาเคมีกับโมเลกุลของไอน้ำและออกซิเจนในอากาศจะกลาย เป็นกรดซัลฟิวริก (H2SO4) และกรดไนทริก (H2NO3) ซึ่งจะเกาะตัวเข้ากับโมเลกุลของฝน ฝุ่นหรือหิมะ แล้วตกลงสู่พื้นโลก

ปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก (greenhouse effect) การเผาไหม้ของพวกเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ทุกชนิดนอกจากจะมีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนตรัสออกไซด์แล้วยังมีก๊าซจำพวกคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และโอโซน ถูกปล่อยออกมาด้วย ซึ่งก๊าซเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดภาวะโลกร้อน (global warming) ผ่านทางปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกประมาณ 6 พันล้านตันต่อปี (The Environment Literacy Council. 2004. On-line) ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเมื่อแสงจากดวงอาทิตย์แผ่รังสีลงมายังโลกในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นคลื่นสั้นจะสามารถทะลุผ่านชั้นบรรยากาศของโลกมาได้ ทำให้พื้นผิวทุกส่วนของโลกดูดซับเอาพลังงานจากการแผ่รังสีนี้ไว้ แต่ในขณะที่พื้นผิวของโลกมีการคายความร้อนออกมาจะอยู่ในรูปของพลังงานความร้อนซึ่งเป็นคลื่นยาว ทำให้โมเลกุลของก๊าซต่างๆ รวมถึงโมเลกุลของไอน้ำซึ่งมีอยู่ในชั้นบรรยากาศ จะดูดซับเอาพลังงานความร้อนที่โลกปล่อยออกมาไว้ ทำให้ความร้อนไม่สามารถออกไปสู่นอกชั้นบรรยากาศของโลกได้ จึงทำให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น

หมอกควัน (smog) เป็นปัญหาทางด้านสภาพอากาศที่มักเกิดขึ้นในแหล่งชุมชน ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างสารมลพิษต่างๆ ที่มีอยู่ในอากาศกับแสงอาทิตย์ก่อให้เกิดเป็นลักษณะของหมอกควันซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

หมอกควันแบบซัลฟิวรัส (sulfurous smog) หรือที่เรียกว่าหมอกเทา (gray-air smog) เป็นหมอกควันที่พบมากในบรรดาเมืองอุตสาหกรรมที่มีสภาพอากาศหนาวและมีความชื้นสูง เช่น นิวยอร์ก ลอนดอน เป็นต้น สาเหตุมาจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ มีการใช้ถ่านหินหรือเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์อื่นๆ เป็นเชื้อเพลิง แล้วมีการปล่อยของเสียทั้งพวกอนุภาคและก๊าซต่างๆ ออกมาโดยเฉพาะพวกก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ หมอกควันประเภทนี้จะยิ่งเห็นได้ชัดเจนมากในช่วงฤดูหนาว เพราะมีการใช้เชื้อเพลิงมากขึ้นและเป็นช่วงที่มีความชื้นสูง

หมอกควันแบบโฟโตเคมิเคิล (photochemical smog) หรือที่เรียกว่าหมอกน้ำตาล (brown-air smog) เป็นหมอกควันที่เกิดจากการปล่อยมลพิษจากเครื่องยนต์ต่างๆ หรือโรงไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และพวกไฮโดร คาร์บอนต่างๆ เมื่อก๊าซเหล่านี้เกิดปฏิกิริยาเคมีกับแสงอาทิตย์ จะก่อให้เกิดมลพิษได้แก่ โอโซน (ozone) เป็นต้น หมอกควันลักษณะนี้มักเกิดในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศอบอุ่นถึงแห้ง

11.แหล่งกำเนิดของพลังงานปิโตรเลียม

ปิโตรเลียมเป็นสารประกอบไฮโดรเจนกับคาร์บอน ซึ่งเรียกสั้นว่า "ไฮโดรคาร์บอน" ซึ่งเกิดจากการทับถมและแปรสภาพของซากพืชและซากสัตว์ ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ในชั้นหินใต้ผิวโลก มีทั้งที่เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ในสภาพของก๊าซ ของเหลว และของแข็ง นอกจากไฮโดรเจนและคาร์บอนแล้ว ปิโตรเลียมยังมีแร่อื่นประกอบอยู่ด้วย

ปิโตรเลียมเกิดจากการสารอินทรีย์ตกตะกอนสะสมและมีการแปรสภาพ โดยกระบวนการออกซิเดชั่น ในสภาวะที่เหมาะสมดังนี้คือ
การตกตะกอนอย่างมากมาย
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับชีวิตอินทรีย์
สภาวะแอนนาโรบิกของตะกอน

เมื่อสารอินทรีย์ที่ทับถมอยู่ได้รับอุณหภูมิและความดันที่เหมาะสม ก็จะแปรสภาพเป็นปิโตรเลียมและจะไหลสู่เบื้องบนเนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่าหินรอบๆ ถ้าไม่มีอะไรกีดขวางก็จะขึ้นมาสู่ผิวโลก และระเหยไปตามธรรมชาติ แต่ถ้าบังเอิญมีชั้นหินที่มีสภาพกักเก็บ (Revervoir) อันประกอบไปด้วย หินกักเก็บ (Reservoir Rock) ปิโตรเลียมก็จะเข้าไปเก็บสะสมอยู่ในแหล่งนั้นๆ จนกว่าจะมีผู้สำรวจพบและขุดเจาะขึ้นมาใช้

12.ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม

1. ก๊าซธรรมชาติและก๊าซหุงต้ม (LPG) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเดือดต่ำมาก มีสถานะเป็นก๊าซที่อุณหภูมิห้องดังนั้น ในการเก็บรักษาต้องเพิ่มความดัน หรือลดอุณหภูมิให้ก๊าซเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลว เมื่อลุกไหม้จะให้ความร้อนสูง และมีเปลวที่สะอาด ไม่มีสี ประโยชน์ ใช้เป็นแก๊สหุงต้ม เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ รวมทั้งเตาเผา เตาอบต่างๆ

2. เชื้อเพลิงเหลว แบ่งเป็น

น้ำมันเบนซิน (gasoline) เป็นเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องยนต์มาก โดยใช้จุดระเบิดที่หัวเทียน น้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทนนัมเบอร์ต่ำ จะมีราคาถูก เพราะการเผาไหม้เชื้อเพลิงไม่ดี จึงมีการเติมสารจำพวกเตตระเอธิลเลต หรือสารเมทิลเทอร์-เธียรีมิวทิลอีเธน (MTBE) ลงไปเพื่อให้เบนซินมีคุณภาพดีขึ้น ใกล้เคียงกับเบนซินที่มีออกเทนนัมเบอร์สูง

น้ำมันก๊าด (kerosene) เป็นผลิตภัณฑ์หลักของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมในระยะแรก เดิมใช้สำหรับจุดตะเกียงเท่านั้น แต่ปัจจุบัน มีการใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลายทาง เช่น ใช้เป็นส่วนผสมในยาฆ่าแมลง สีทาบ้าน น้ำมันขัดเงา และน้ำยาทำความสะอาด ใช้เป็นเชื่อเพลิงสำหรับรถแทรกเตอร์ และเป็นเชื้อเพลิงในการเผาเครื่องเคลือบดินเผา

น้ำมันดีเซล (Diesel) ใช้กับเครื่องยนต์ที่มีการทำงานแตกต่างจากเครื่องยนต์เบนซิน เพราะต้องการความร้อนในลูกสูบที่เกิดจากการอัดอากาศสูง มักใช้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถแทรกเตอร์ หัวจักรรถไฟ รถบรรทุก รถโดยสาร และเรือประมง

น้ำมันเตา (fuel oils) เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเตาหม้อน้ำ เตาเผา หรือเตาหลอมในโรงงานอุตสาหกรรม ใช้กับเครื่องยนต์เรือเดินสมุทร เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่

ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี

13.การใช้ประโยชน์จากปิโตรเลียม

-ใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อเป็นแหล่งให้ความร้อน รวมถึงการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เช่น ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) ก๊าซหุงต้มหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และน้ำมันเตา (Fuel Oil) เป็นต้น

-ใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstocks) สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จะเห็นว่าวัตถุดิบตั้งต้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีล้วนมาจากผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และการใช้งานของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมสามารถแบ่งตามการใช้ประโยชน์หลักๆ ได้ดังต่อไปนี้

-ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการขับเคลื่อนยานพาหนะต่างๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติเหลว (NGL) น้ำมันเบนซิน (Gasoline) น้ำมันดีเซล (Diesel) และน้ำมันเครื่องบิน (JET A1) เป็นต้น

-ใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อเป็นแหล่งให้ความร้อน รวมถึงการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เช่น ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) ก๊าซหุงต้มหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และน้ำมันเตา (Fuel Oil) เป็นต้น

-ใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstocks) สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

14.ผลกระทบจากการใช้ปิโตรเลียม

ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากปิโตรเลียม เช่น แก๊สธรรมชาติ แก๊สหุงต้ม น้ำมัน พลาสติก โฟม ฯลฯ ล้วนแต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์และมีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง แต่หากเราใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดตามมา ก็อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในด้านต่าง ๆ ได้ ซึ่งผลกระทบส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น ก็คือ การก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงต่าง ๆ เนื่องจากการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงจะทำให้สารต่าง ๆ ที่ปนอยู่ในน้ำมันระเหยออกมาได้ และหากเครื่องยนต์มีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ก็จะก่อให้เกิดเขม่าควัน และแก๊สที่เป็นอันตราย ดังนี้

1. แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เกิดขึ้นจากการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ของเชื้อเพลิง เป็นแก๊สน้ำหนักเบากว่าอากาศ ทำให้สามารถลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ และก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนได้

2. แก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เป็นแก๊สที่มีอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ โดยสามารถจับตัวกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดได้ดี ทำให้เม็ดเลือดไม่สามารถรับออกซิเจนได้ จึงทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ

3. สารตะกั่ว เกิดจากสารบางชนิดที่เติมลงในน้ำมันเบนซินเพื่อเพิ่มคุณภาพให้กับน้ำมัน เมื่อถูกเผาไหม้จึงระเหยปนออกมากับสารอื่นทางท่อไอเสีย สารตะกั่วเป็นสารที่มีผลเสียต่อสมอง ไต ระบบประสาท โลหิต และระบบสืบพันธุ์ ในปัจจุบันจึงได้มีการห้ามไม่ให้ผสมสารที่มีตะกั่วเจือปนลงในน้ำมันอีก

4. แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ของสารที่มีซัลเฟอร์ผสมอยู่ มีผลกระทบต่อระบบหายใจ นอกจากนี้เมื่อรวมตัวกับละอองน้ำในอากาศ จะเกิดเป็นฝนกรด ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และทำให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ได้

5. แก๊สไฮโดรคาร์บอน เกิดจากการเผาไหม้สารไฮโดรคาร์บอนต่าง ๆ ที่อยู่ในน้ำมันเป็นแก๊สมีเทน อีเทน ออกเทน ไอของเฮปเทน และน้ำมันเบนซิน มีผลต่อเยื่อดวงตา และก่อให้เกิดการระคายเคืองในระบบหายใจได้

นอกจากมลพิษทางอากาศแล้ว ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากปิโตรเลียม เช่น กล่องโฟม และพลาสติกต่าง ๆ ยังสามารถก่อให้เกิดปัญหาจากปริมาณขยะได้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้เน่าเปื่อยย่อยสลายได้ยาก และไม่สามารถทำลายด้วยวิธีการเผาได้ เนื่องจากการเผาจะก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง และเกิดแก๊สที่เป็นพิษ จึงยากต่อการกำจัดทำลาย ดังนั้นในการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่าง ๆ เราจึงควรใช้ด้วยความรอบคอบและใช้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่ามากที่สุด

15.แหล่งกำเนิดของก๊าซธรรมชาติ

ก๊าซธรรมชาติเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งประกอบด้วย ธาตุถ่านคาร์บอน (C) กับธาตุ ไฮโดรเจน (H) จับตัวกันเป็นโมเลกุล โดยเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากการทับถมของซากสิ่งมีชีวิตตามชั้นหิน ดิน และในทะเลหลายร้อยล้านปีมาแล้ว เช่นเดียวกับน้ำมัน และเนื่องจากความร้อนและความกดดันของผิวโลกจึงแปรสภาพเป็นก๊าซแก๊สธรรมชาติเกิดอยู่ใต้พื้นดิน อาจเป็นบนบกหรือในทะเล และอาจพบอยู่ตามลำพัง ในสถานะแก๊สหรืออยู่รวมกับน้ำมันดิบ

แหล่งแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทย ประกอบด้วยแก๊สมีเทนเป็นส่วนใหญ่

แก๊สธรรมชาติบางส่วนเกิดจากความร้อนสูงภายในโลก ทำให้น้ำมันดิบที่ถูกเก็บกักไว้เป็นเวลานานเกิดการสลายตัวเป็นแก๊สธรรมชาติอยู่เหนือชั้นน้ำมันดิบ

16.ผลิตภัณฑ์จากก๊าซธรรมชาติ

1. ก๊าซมีเทน (C1) : ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม และนำไปอัดใส่ถังด้วยความดันสูง เรียกว่าก๊าซธรรมชาติอัด สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ รู้จักกันในชื่อว่า ?ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์? (Natural Gas for Vehicles : NGV)

2. ก๊าซอีเทน (C2) : ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น สามารถนำไปใช้ผลิตเม็ดพลาสติก เส้นใยพลาสติกชนิดต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้แปรรูปต่อไป

3. ก๊าซโพรเพน (C3) และก๊าซบิวเทน (C4) : ก๊าซโพรเพนใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นได้เช่นเดียวกัน และหากนำเอาก๊าซโพรเพนกับก๊าซบิวเทนมาผสมกัน อัดใส่ถังเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas : LPG) หรือที่เรียกว่าก๊าซหุงต้ม สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือน เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ และใช้ในการเชื่อมโลหะได้รวมทั้งยังนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทได้อีกด้วย

4. ไฮโดรคาร์บอนเหลว (Heavier Hydrocarbon) : อยู่ในสถานะที่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ เมื่อผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อบนแท่นผลิต สามารถแยกจากไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซบนแท่นผลิต เรียกว่า คอนเดนเสท (Condensate) สามารถลำเลียงขนส่งโดยทางเรือหรือทางท่อ นำไปกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปต่อไป

5. ก๊าซโซลีนธรรมชาติ แม้ว่าจะมีการแยกคอนเดนเสทออกเมื่อทำการผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อบนแท่นผลิตแล้ว แต่ก็ยังมีไฮโดรคาร์บอนเหลวบางส่วนหลุดไปกับไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซ เมื่อผ่านกระบวนการแยกจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติแล้ว ไฮโดรคาร์บอนเหลวนี้ก็จะถูกแยกออก เรียกว่า ก๊าซโซลีนธรรมชาติ หรือ NGL (natural gasoline) และส่งเข้าไปยังโรงกลั่นน้ำมัน เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปได้เช่นเดียวกับคอนเดนเสท และยังเป็นตัวทำละลาย ซึ่งนำไปใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภทได้เช่นกัน

6. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ : เมื่อผ่านกระบวนการแยกแล้ว จะถูกนำไปทำให้อยู่ในสภาพของแข็ง เรียกว่า น้ำแข็งแห้ง นำไปใช้ในอุตสาหกรรมถนอมอาหาร อุตสาหกรรมน้ำอัดลมและเบียร์ ใช้ในการถนอมอาหารระหว่างการขนส่ง นำไปเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำฝนเทียม และนำไปใช้สร้างควันในอุตสาหกรรมบันเทิง อาทิ การแสดงคอนเสิร์ต หรือการถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้วัยรุ่นคุ้นเคยเป็นอย่างดีล่ะซิ

17.ผลกระทบจากการใช้ก๊าซธรรมชาติ

ทำให้เกิดมลภาวะในอากาศเช่นเดียวกับถ่านหิน คือ จะมีก๊าซ CO2 SO2และ NOx ถูกปล่อยออกมาที่ส่งผลโดยตรงต่อมนุษย์และบรรยากาศของโลก เช่น การเกิดฝนกรด ปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น

18. แหล่งกำเนิดของพลังงานนิวเคลียร์

1. กัมมันตภาพรังสี (radioactivity) เป็นปรากฏการณ์ของธาตุบางชนิดในธรรมชาติที่มีสมบัติแผ่รังสีออกมาได้ เนื่องจากธาตุนั้นมีนิวเคลียสไม่เสถียร นั่นหมายว่าในนิวเคลียสซึ่งประกอบไปด้วยโปรตอนและนิวตรอนมีความไม่สมดุล คือ อาจมีโปรตอนหรือนิวตรอนมากเกินไป ทำให้ธาตุนั้นไม่เสถียรเหล่านั้นต้องปล่อยส่วนที่เกินออกมา

ธาตุที่มีสมบัติแผ่รังสีได้เรียกว่า ธาตุกัมมันตรังสี (radioactive elements) เช่น ธาตุยูเรเนียม (U) ทอเรียม (Th) เรเดียม (Ra) เป็นต้น ธาตุกัมมันตรังสีบางชนิดเมื่อสลายตัวแล้วก็ยังไม่เกิดเป็นธาตุที่เสถียรจึงต้องสลายตัวต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ธาตุที่เสถียรพอที่จะอยู่ในธรรมชาติได้ ธาตุกัมมันตรังสีทั้งหมดที่เกิดขึ้นเนื่องจากธาตุกัมมันตรังสีต้นตัวใดตัวหนึ่งเรียกว่า อนุกรม ระยะเวลาของการสลายตัวของแต่ละอนุกรมจะไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับธาตุตั้งต้น บางอนุกรมอาจมีระยะเวลายาวนานมากเป็นล้านปีจึงจะเกิดเป็นธาตุที่มีความเสถียร รังสีพื้นฐานที่ธาตุกัมมันตรังสีแผ่ออกมาโดยทั่วๆ ไปในธรรมชาติมี 3 ชนิด ดังนี้

1) รังสีแอลฟา (alpha ray) ประกอบด้วยอนุกรมแอลฟา สัญลักษณ์ หรือมีประจุ +2 มีมวลมากกว่าโปรตอน และมีอำนาจในการทะลุทะลวงต่ำ ไม่สามารถวิ่งผ่านกระดาษได้ เป็นรังสีที่เบนเข้าหาขั้วลบของสนามไฟฟ้า

2) รังสีบีตา (beta ray) ประกอบด้วยอนุกรมบีตา สัญลักษณ์ หรือมีประจุ -1 มีมวลเท่าอิเล็กตรอน ซึ่งน้อยมากจนอาจถือว่าไม่มีมวล มีสมบัติเหมือนอิเล็กตรอน มีอำนาจทะลุทะลวงมากกว่ารังสีแอลฟาราว 100 เท่า เบี่ยงเบนเข้าหาขั้วบวกของสนามไฟฟ้า

3) รังสีแกมมา (gamma ray) ประกอบด้วยอนุกรมแกมมา สัญลักษณ์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่มีทั้งประจุและมวล เป็นคลื่นที่มีความยาวคลื่นสั้น (ความถี่สูง) จึงมีพลังงานมาก ไม่เบี่ยงเบนในสนามแม่เหล็กหรือสนามไฟฟ้าเนื่องจากไม่มีประจุ

2. ปฏิกิริยานิวเคลียส ในนิวเคลียสของอะตอมมีแรงยึดเหนี่ยวสูงมากการที่จะทำให้นิวเคลียสซึ่งเดิมอยู่ในสภาพเสถียรแยกออกจากอะตอมต้องให้พลังงานสูงมากเมื่อนิวตรอนและโปรตอนแยกออกจากนิวเคลียสได้แล้ว นิวตรอนที่มีพลังงานสูงจะพยายามคายพลังงานออกมาโดยการวิ่งไปชนกับนิวเคลียสอื่นๆ ด้วยแรงที่สูงมากเหมือนการดึงสปริง ดังนั้นเมื่อเรายิงนิวตรอนเข้าไปชนอะตอมอื่น จะเกิดแรงเนื่องจากการชนของนิวตรอนกับนิวเคลียสซึ่งเรียกว่า แรงนิวเคลียร์ ทำให้นิวเคลียสที่ถูกชนแตกสลายคายพลังงานออกมามหาศาลและมีอนุภาคนิวตรอนเกิดขึ้นใหม่ ทำให้เกิดการชนของนิวตรอนกับอะตอมอื่นขึ้นอีก เกิดปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปเรื่อยๆ เรียกว่า ปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบลูกโซ่ ปฏิกิริยานิวเคลียร์มี 2 แบบ คือ



1) ปฏิกิริยาฟิสชัน (fission reaction) เกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียสธาตุหนักหรือธาตุที่มีเลขมวลมาก ซึ่งนิวเคลียสแตกออกเป็นสองส่วนได้เมื่อถูกยิงด้วยนิวตรอน ทำให้ได้ธาตุอื่นที่มีมวลลดลง รวมถึงพลังงานและนิวตรอนออกมา นิวตรอนนี้จะออกมาด้วยความเร็วสูง แล้ววิ่งไปชนนิวเคลียสอื่นให้แตกตัวไปเรื่อยๆ เรียกว่า ปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain reaction)

2) ปฏิกิริยาฟิวชัน (fusion reaction) เกิดจากธาตุที่มีมวลอะตอมน้อยหรือธาตุเบามารวมกันจนเป็นธาตุหนัก แล้วปล่อยพลังงานออกมา

19. การใช้ประโยชน์ของพลังงานนิวเคลียร์

1. ใช้ในกิจการอุตสาหกรรม
2. ใช้ในด้านการแพทย์และอนามัย
3. ใช้ในด้านการเกษตร ชีววิทยา และอาหาร
4. ใช้ในด้านสิ่งแวดล้อม
5. ใช้ในด้านการศึกษาและวิจัย

20. ผลกระทบจากการใช้พลังงานนิวเคลียร์

1. ต้องหาที่เก็บและจัดการกับแท่งเชื้อ เพลิงฯที่ใช้แล้ว
2. มีค่าใช้จ่ายในการปลดระวางหลัง เลิกใช้
3. นำกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้
4. เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
5. ต้องใช้เงินลงทุนในการก่อสร้างสูง

21. การนำพลังงานน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

พลังงานน้ำเป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างกำลังโดยอาศัยพลังงานของน้ำที่เคลื่อนที่ปัจจุบันนี้พลังงานน้ำส่วนใหญ่จะถูกใช้เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้านอกจากนี้แล้วพลังงานน้ำยังถูกนำไปใช้ในการชลประทาน การสีข้าว การทอผ้า และใช้ในโรงเลื่อย

22. ผลกระทบที่เกิดจากการใช้พลังงานน้ำ

ผลกระทบที่เกิดจากการใช้พลังงานน้ำ จะมีปัญหาเนื่องจากการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างมหาศาลเพื่อใช้ในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน การอพยพราษฎรออกจากพื้นที่ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ สัตว์ป่าสูญเสียที่อยู่อาศัยหรืออาจสูญพันธ์ แร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ต้องจมอยู่ใต้น้ำไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

23. การนำพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์

มนุษย์รู้จักการนำพลังงานลมมาใช้ประโยชน์คือ มีการใช้กังหันลมในการสูบน้ำเพื่อการชลประทาน และการบดหรือสีเมล็ดพืช การใช้ประโยชน์จากกังหันลมซึ่งเป็นเครื่องจักรกลอย่างหนึ่งที่สามารถรับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมให้เป็นพลังงานกลได้ จากนั้นนำพลังงานกลมาใช้ประโยชน์โดยตรงได้เช่นใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า

24. ข้อดีและข้อเสียของการใช้พลังงานลม

ข้อดีของการใช้พลังงานลม

1. ราคาถูก
2.นำกลับมาใช้ใหม่ได้
3.ไม่มีมลภาวะ
4. เหมาะสำหรับการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยเฉพาะที่มีลมแรงตลอดเวลา(Wind farm)

ข้อเสียของการใช้พลังงานลม

1. สามารถใช้ได้ในบางพื้นที่เท่านั้น
2. ความเร็วลมต้องมากกว่า 21 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
3.มีความจำเป็นต้องจัดหาระบบสำรองไว้ด้วย
4.ทำให้เกิดการรบกวนในการส่งสัญญาณโทรทัศน์และไมโครเวฟ

25. พลังงานแสงอาทิตย์

พลังที่ดวงอาทิตย์ให้กับโลกทางตรงคือ แสงสว่าง ซึ่งมีผลทำให้เกิดความร้อน สร้างความอบอุ่นให้กับโลก พลังงานทางอ้อม คือ ดวงอาทิตย์ ทำให้สิ่งมีชีวิตดำรงชีพอยู่ได้ พลังงานแสงอาทิตย์นำมาใช้ประโยชน์

1. ระบบผลิตไฟฟ้า
2. ระบบประจุแบตเตอรี่
3. ระบบสื่อสารโทรคมนาคม
4. ระบบผสมผสานกับสายส่งไฟฟ้าพลังงานน้ำ พลังงานลม
5. ระบบสูบน้ำ

26. การใช้ประโยชน์จากพลังงานความร้อนใต้พิภพ

พลังงานความร้อนใต้พิภพ คือ การนำน้ำร้อนที่มีอยู่ใต้พื้นดินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นแหล่งพลังงานธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่มากที่สุด

1) ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า
2) ใช้ในการเกษตร
3) ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ
4)ใช้ในการอบพืชผลทางการเกษตร

27. พลังงานขยะ

ขยะเชื้อเพลิง หมายถึง ขยะมูลฝอยที่ผ่านกระบวนการจัดการต่างๆ เช่น การคัดแยกวัสดุที่เผาไหม้ออกมา การฉีกหรือตัดขยะมูลฝอยออกเป็นชิ้นเล็กๆ ขยะเชื้อเพลิงที่ได้นี้จะให้ค่าความร้อนสูงกว่า หรือมีสมบัติเป็นเชื้อเพลิงที่ดีกว่าการนำขยะมูลฝอยที่เก็บรวบรวมมาใช้โดยตรง เนื่องจากมีองค์ประกอบทั้งทางเคมีและกายภาพสม่ำเสมอกว่า ข้อดีของขยะเชื้อเพลิง คือ ค่าความร้อนสูง ง่ายต่อการจัดเก็บ การขนส่ง การจัดการต่างๆ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ เราสามารถนำขยะเชื้อเพลิงไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น การให้ความร้อนโดยตรง การผลิตไฟฟ้า ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะ

28. การจัดการพลังงานขยะ

1. การผลิตพลังงานจากขยะมูลฝอยโดยใช้แก๊สชีวภาพจากหลุมฝังกลบขยะ

เทคโนโลยีการผลิตพลังงานจากหลุมฝังกลบขยะมูลฝอยแบบถูกหลักสุขาภิบาลเป็นการพัฒนาและปรับปรุงระบบฝังกลบขยะมูลฝอย เพื่อลดการปล่อยออกของแก๊สมีเทนที่เกิดจากกระบวนการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน ภายในหลุมฝังกลบซึ่งเป็นแก๊สเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกหรือภาวะโลกร้อน การผลิตพลังงานโดยใช้แก๊สชีวภาพจากหลุมฝังกลบขยะมูลฝอยซึ่งเป็นการคืนมีเทน (methane recovery) จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถลดปัญหาดังกล่าวได้ และเป็นการทดแทนการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลในการผลิตพลังงาน ทั้งนี้ควรมีการพิจารณาปัจจัยหลักต่างๆ ดังนี้

1) ปริมาณขยะมูลฝอยในพื้นที่ฝังกลบเฉลี่ยประมาณ 20 ปี จึงจะเหมาะสมที่จะนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า
2) ปัจจัยด้านความลึกของชั้นฝังกลบขยะมูลฝอย ซึ่งควรมีความลึกมากกว่า 12 เมตร
3) องค์ประกอบขยะมูลฝอย สภาวะไร้ออกซิเจนในพื้นที่ฝังกลบ ความชื้น สภาพความเป็นกรดและอุณหภูมิ
2. การแปรรูปขยะมูลฝอยไปเป็นพลังงานความร้อนโดยใช้เตาเผา

Incineration คือ การเผาขยะในเตาที่ได้มีการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้เข้ากับลักษณะสมบัติของขยะ คือ มีอัตราความชื้นสูง และมีค่าความร้อนที่แปรฝันได้ การเผาไหม้จะต้องมีการควบคุมที่ดีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมลพิษและการรบกวนต่อสิ่งแวดล้อม ขี้เถ้าซึ่งเหลือจากการเผาไหม้ซึ่งมีปริมาตรประมาณ 10% และน้ำหนักประมาณ 25 ถึง 30% ของขยะที่ส่งเข้าเตาเผา จะถูกนำไปฝังกลบหรือใช้เป็นวัสดุปูพื้นสำหรับการสร้างถนน ส่วนขี้เถ้าที่มีส่วนประกอบของโลหะอาจถูกนำกลับมาใช้ใหม่ได้

หัวใจของโรงเผาขยะ คือ ระบบการเผาไหม้ ซึ่งสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภท คือ

1) ระบบการเผาไหม้มวล (mass burn system) หมายถึง การเผาทำลายขยะมูลฝอยในสภาพที่รับเข้ามาโดยไม่ต้องมีกระบวนการจัดการเบื้องต้นก่อน ระบบนี้นิยมใช้กันแพร่หลาย

2) ระบบที่มีการจัดการเบื้องต้น (burning of preheated and homogenized waste) หมายถึง ระบบที่มีการจัดการขยะเบื้องต้นก่อนทำการเผา ซึ่งต้องมีระบบเพื่อการลดขนาด การตัดบด และการคัดแยก ทำให้มีความยุ่งยากในการปฏิบัติงาน

3. การนำพลังงานกลับมาใช้(energy recovery)

ประโยชน์หลักที่ได้รับจากการเผาไหม้ขยะมูลฝอยในเตาเผา ได้แก่ การนำเอาพลังงานที่มีอยู่ในขยะมูลฝอยกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ โดยการเผาทำลายขยะมูลฝอยในเตาเผาสามารถลดปริมาณการปลดปล่อยแก๊สมีเทนจากหลุมฝังกลบและสามารถใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ นอกจากนี้ยังเป็นการลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกโดยรวมด้วย

29. แหล่งกำเนิดของพลังงานชีวมวล

แหล่งกำเนิดพลังงานชีวมวลเกิดจากพืชให้แสงจากดวงอาทิตย์เป็นพลังงานในกระบวนการสร้างอาหาร เรียกว่า กระบวนการสังเคราะห์แสง โดยอาศัยสารคลอโรฟิลล์ (Cholorophyll) บนพืชสีเขียว ซึ่งจะดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากอากาศและน้ำ (H2O) จากดินมาทำปฏิกิริยากัน แล้วผลิตได้เป็นสารประกอบกลุ่มหนึ่ง อยู่ในรูปแบบของคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) เช่น น้ำตาล แป้ง เซลลูโลส เป็นต้น

การทำงานของสิ่งมีชีวิตโดยพื้นฐานอาศัยพลังงานจากดวงอาทิตย์ เมื่อสิ่งมีชีวิตเจริญเติบโตก็เป็นแหล่งสะสมพลังงาน การแบ่งชีวมวลตามแหล่งที่มา แบ่งได้ดังนี้

1) การเผาไหม้โดยตรง (combustion) เมื่อนำชีวมวลมาเผาจะได้ความร้อนออกตามค่าความร้อนของชนิดชีวมวล ความร้อนที่ได้จากการเผาสามารถนำไปใช้ในการผลิตไอน้ำที่มีอุณหภูมิและแรงดันสูงไอน้ำจะถูกนำไปขับกังหันไอน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าต่อไป

2) การผลิตแก๊ส (gasification) เป็นกระบวนการเปลี่ยนเชื้อเพลิงแข็งหรือชีวมวลให้เป็นแก๊สเชื้อเพลิง เรียกว่า แก๊สชีวภาพ สามารถนำไปใช้สำหรับกังหันแก๊ส (gas turbine)

3) การหมัก (fermentation) เป็นการนำชีวมวลมาหมักด้วยแบคทีเรียในสภาวะไร้อากาศ ชีวมวลจะถูกย่อยสลายและแตกตัว เกิดแก๊สชีวภาพ (biogas) ที่มีองค์ประกอบของแก๊สมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สมีเทนใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้สามารถใช้ขยะอินทรีย์ชุมชน มูลสัตว์ น้ำเสียจากชุมชน หรืออุตสาหกรรมเกษตร เป็นแหล่งวัตถุดิบชีวมวลได้

4) การผลิตเชื้อเพลิงเหลวจากพืช มีกระบวนการที่ใช้ผลิตดังนี้

- กระบวนการทางชีวภาพ ทำการย่อยสลายแป้ง น้ำตาล และเซลลูโลสจากพืชทางเกษตร ให้เป็นเอทานอล เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงเหลวในเครื่องยนต์เบนซิน

- กระบวนการทางฟิสิกส์เคมี โดยสกัดน้ำมันออกจากพืชน้ำมัน จากนั้นนำน้ำมันที่ได้ไปผ่านกระบวนการทรานส์เอสเตอริฟิเคชัน (transes terification) เพื่อผลิตไบโอดีเซล

- กระบวนการใช้ความร้อนสูง เมื่อวัสดุทางการเกษตรได้ความร้อนสูงในสภาพไร้ออกซิเจน จะเกิดการสลายตัว เกิดเป็นเชื้อเพลิงในรูปของของเหลวและแก๊ส

30. การนำพลังงานชีวมวลมาใช้ให้เกิดประโยชน์

เราสามารถนำพลังงานจากชีวมวลมาใช้ได้ โดยกระบวนการที่ใช้ความร้อน และกระบวนการชีวภาพ การใช้พลังงานชีวมวลโดยกระบวนการที่ใช้ความร้อน เราจะเห็นได้ทั่วไปในลักษณะของการนำถ่านไม้ หรือฟืนมาจุดไฟ เพื่อให้เกิดความร้อน สำหรับนำไปใช้ในการหุงต้มอาหาร หรือประโยชน์ในด้านอื่น ๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ การขาดทรัพยากรป่าไม้ ถ่าน และฟืน หาได้ยาก และมีราคาแพงขึ้น ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องพัฒนาการใช้พลังงานจากชีวมวลให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และให้มีการสูญเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ให้น้อยที่สุด

31. การอนุรักษ์พลังงาน

คือ การผลิตและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด โดยการพัฒนาการผลิตและการใช้พลังงานรูปแบบต่างๆให้เหมาะสมตลอดจนพัฒนาพลังงานจากแหล่งใหม่มาใช้ประโยชน์ทดแทนพลังงานที่สิ้นเปลืองรวมทั้งการป้องกันการสูญเสียพลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พลังงานมี 5 ขั้นตอน คือ

1. การกำหนดนโยบายและเป้าหมาย
2. การจัดตั้งองค์กรด้านการอนุรักษ์พลังงานและกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ
3. การวิเคราะห์การใช้พลังงานเพื่อหาศักยภาพในการอนุรักษ์พลังงาน
4. การหามาตรการการอนุรักษ์พลังงาน
5. การติดตามผลตามแผนดำเนินงาน

31. การอนุรักษ์พลังงาน

คือการผลิตและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด การอนุรักษ์พลังงานนอกจากจะช่วยลดปริมาณการใช้พลังงาน ซึ่งเป็นการประหยัด ค่าใช้จ่ายในกิจการแล้ว ยังจะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากแหล่งที่ใช้และผลิตพลังงานด้วย

การอนุรักษ์พลังงานตามกฎหมายต้องทำอะไรบ้าง

พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 ได้กำหนดให้ผู้ที่เจ้าของอาคารควบคุมและโรงงานควบคุม มีหน้าที่ดำเนินการอนุรักษ์พลังงานในเรื่องดังต่อไปนี้
1. จัดให้มีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานอย่างน้อย 1 คน ประจำ ณ อาคาร ควบคุมและโรงงานควบคุมแต่ละแห่ง
2. ดำเนินการอนุรักษ์พลังงานให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้
3. ส่งข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงาน ให้แก่กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน
4. บันทึกข้อมูลการใช้พลังงาน การติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ที่มีผลต่อการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงาน
5. กำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานส่งให้กรมพัฒนาและ ส่งเสริมพลังงาน
6. ตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผน การอนุรักษ์พลังงาน

รายละเอียดและวิธีปฏิบัติต่างๆ ในข้อ 2 ถึงข้อ 6 จะประกาศออกเป็นกฎกระทรวง โดยได้สรุปสาระสำคัญไว้ในหัวข้อ เรื่อง ขั้นตอนการดำเนินการอนุรักษ์พลังงานตามกฎหมาย

32. การแก้ไขปัญหาด้านพลังงาน

แนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านพลังงาน รัฐบาลได้รณรงค์ 2 ประเด็นคือ

1. การประหยัดพลังงาน โดยวิธีการประหยัดน้ำมัน วิธีการประหยัดไฟฟ้า และวิธีการประหยัดน้ำ
2. การสำรวจหาแหล่งพลังงานทดแทน

33. แก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

1. บทบาทของภาครัฐต่อการจัดการสิ่งแวดล้อม

บทบาทของภาครัฐต่อการจัดการสิ่งแวดล้อม คือ หน่วยงานของรัฐได้กำหนดนโยบายและจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2542-2549 โดยเน้นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน 6 ด้าน ได้แก่ ทรัพยากรดินและการใช้ที่ดิน น้ำ ป่าไม้ มลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศและเสียง ขยะ และสิ่งปฏิกูล

2. บทบาทของภาคเอกชนและองค์กรเอกชนต่อการจัดการสิ่งแวดล้อม

บทบาทของภาคเอกชนและองค์กรเอกชนต่อการจัดการสิ่งแวดล้อม คือ กำหนดให้ภาคเอกชนที่จะดำเนินกิจการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต้องขึ้นทะเบียนและผ่านการตรวจสอบมาตรฐานการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานของรัฐ

กระบวนการดำเนินการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

1. การใช้เทคโนโลยีสะอาด (clean technology)

1.1 การปรับเปลี่ยนวัตถุดิบ
1.2 การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี
1.3 การนำกลับมาใช้ใหม่
1.4 ปรับปรุงระบบการทำงานและระบบการบริหารงานในหน่วยงาน
1.5 การปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์
1.6 การบำบัดของเสียอย่างถูกวิธี

2. การใช้ระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14000

34. สถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทย

มียอดการใช้พลังงานทดแทนปี 2552 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นทั้งแก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล คาดการณ์ใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นในปี 2553 นี้ จะเพิ่มขึ้นประมาณ 3.8% ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงาน เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์พลังงานโลกผ่าน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ (1). สร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย โดยการสร้างกระบวนการจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการ ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดการยอมรับ โดยเฉพาะกระบวนการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้ารวมถึงสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมพัฒนาและจัดหาพลังงานทดแทนที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ และเสริมสร้างขีดความสามารถเพื่อรองรับวิกฤตและภาวะฉุกเฉินโดยเฉพาะในด้านก๊าซธรรมชาติและLPG (2).การกำกับดูแลกิจการพลังงาน โดยการกำกับดูแลราคาพลังงานตามนโยบายรัฐบาลเพื่อลดค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะการตรึงราคา LPG NGV และค่าไฟฟ้า(Ft)พร้อมทั้งบริหารกองทุนด้านพลังงานให้มีเสถียรภาพ รวมทั้งพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการคุ้มครองและดูแลผู้บริโภคทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัย (3). เสริมความเข้มแข็งขององค์กรด้านพลังงาน โดยสนับสนุนให้เกิดศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านพลังงานทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น และ (4). การพัฒนาพลังงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยส่งเสริมการผลิตและการจัดหาพลังงานทดแทนเน้นกลยุทธ์ 2 ระดับ คือ ระดับประเทศ เน้นเชื้อเพลิงชีวภาพ (แก๊สโซฮอลไบโอดีเซล) พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และก๊าซชีวภาพ และระดับท้องถิ่น เน้นก๊าซชีวภาพระดับครัวเรือนอยู่ในชุมชนทั่วประเทศ

35. สถานการณ์ด้านพลังงานของโลก

สำหรับแนวโน้มการใช้พลังงานในปี 2553 นี้ จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวในปัจจุบันทำให้คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันของโลกจะเพิ่มขึ้น 1.86% จากระดับ 84.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี2552 อยู่ที่ระดับประมาณ 86.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2553 ราคาน้ำมันตลาดโลกในปี 2553 คาดว่าจะอยู่ระดับ 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอาจปรับตัวสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หากการเติบโตของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ เช่น กลุ่ม BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และ จีน)และกลุ่มประเทศในเอเชีย ยังอยู่ในระดับสูงทำให้น้ำมันขยายตัวเร็วกว่าอัตราการจัดหา

แหล่งที่มา
http://www.s-tech.ac.th


(0) แชร์ | (0) ถูกใจ | (0) ความคิดเห็น

เรียนไม่จบก็รวยได้ ประโยคฮิตที่ต้องคิดให้หนัก

แน่นอนว่า แทบทุกคนคงจะรู้จัก Steve Job และ Bill Gate รวมทั้ง Mark Zuckerberg ด้วยอีกคน 3 คนนี้ถือว่า...

อยากเรียนเก่งภาษาอังกฤษทำไงดี

อยากเรียนเก่งในบทความนี้จะเป็นเรื่องของภาษาอังกฤษครับ และเนื้อหาต่อไปนี้ยาวมากๆ ครับกว่าจะอ่านจบอาจจ...

อยากเรียนเก่งทำไงดี นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์จริง ตอนที่2

อยากเรียนเก่งตอนที่2 ในตอนแรกผมได้กล่าวถึงเรื่องราวจุดเริ่มต้นของการเรียนเก่ง สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่...

อยากเรียนเก่งทำไงดี นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์จริง ตอนที่1

จะทำยังไงดีถ้าเราอยากเรียนเก่ง เมื่อพูดถึงเรื่องเรียน หลายๆ คนคงจะเคลียด หรืออาจจะเป็นทุกข์ไปจนถึงเศ...

ใช้ยากลุ่มลดไขมันหวังลดความอ้วนเสี่ยงอันตรายสูง

องค์การอาหารและยาได้เตือนให้ผู้ที่ใช้ยาลดไขมันหรือยาลดความอ้วนให้ระวังผลข้างเคียง ตั้งแต่ท้องผูก ท้อ...

โรคอ้วน

คำจำกัดความ . ...

แนวทางการปฏิบัติ การจัดการน้ำหนักและรอบเอว ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

จากการศึกษา พบว่า การมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรืออ้วน ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเป็นโรคเบาหวาน ความด...

ลดอ้วนด้วยตัวเอง

ดัชนีมวลกายกับความอ้วน วิธีเช็คอย่างง่ายว่าท่านอ้วนหรือไม่ คือ การ...

“เต็นท์โปร่งใส” ให้คุณ “กางเต็นท์ดูดาว” แบบโรแมนติกสุดๆ

เวลาไปเที่ยวกางเต็นท์ ใครๆก็อยากสัมผัสบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติกันทั้งนั้น จะดีแค่ไหนถ้าได้กางเต็นท...

“บ้านกระจก” ไอเดียสุด “คูล” ในการ “รักษาต้นไม้”

ใครว่าสิ่งก่อสร้างมักทำลายธรรมชาติ ไม่จริงเสมอไปมันขึ้นกับการออกแบบมากกว่า Aibek Almassov สถาปนิก...