CopyNinja
23 กรกฎาคม 2559

กฎพื้นฐานสิบสองข้อเพื่อการเป็นนักการเมืองผู้ประสบความสำเร็จ

โดยไรเนอร์ แอร์เคนส์

ในฐานะที่มูลนิธิฟรีดริช เนามันเป็นมูลนิธิที่สนับสนุนนโยบายทางการเมืองในแนวทางเสรีนิยม และมีส่วนในการให้คำปรึกษาด้านการเมืองทั่วโลก เราทำงานร่วมกับนักเสรีนิยมและพรรคการเมืองเสรีนิยมกว่า 50 ประเทศ เพื่อนโยบายและเป้าหมายที่เรายึดมั่น นั่นคือ ปกป้องสิทธิมนุษยชน สนับสนุนหลักนิติรัฐ และสร้างความแข็งแกร่งแก่ระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและตลาดเสรี

อย่างไรก็ตาม จากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า การเมืองสามารถกลายเป็นหลุมศพของบุคคลผู้มีความคิดดีๆและมีความตั้งใจที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งได้ ยกตัวอย่างเช่น นักเสรีนิยมหลายคนเห็นปัญหาในประเทศของตนอย่างชัดเจน ทั้งยังมีแนวคิดที่แปลกใหม่และน่าเชื่อถือสำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ในสนามแห่งการแข่งขันทางการเมือง พวกเขาเหล่านั้นกลับพ่ายแพ้ แต่มูลนิธิของเราไม่คิดว่านั่นคือโชคชะตาที่ถูกกำหนดมาและหลีกหนีไม่ได้ แต่เรากลับเชื่อว่านักเสรีนิยมที่ดีสามารถเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จได้หากพวกเขาได้ปฎิบัติตามกฎง่ายๆ ซึ่งจะช่วยให้ฝันของพวกเขาเป็นจริง ได้รับการสนับสนุนจากการลงคะแนนเสียงมากขึ้นและชนะคู่แข่งทางการเมืองได้

บทความชิ้นนี้มีเป้าหมายเพื่อนักเสรีนิยมผู้อุทิศตนแก่สังคมเหล่านั้น ผู้ซึ่งอาจจะเป็นคนธรรมดาหรือสมาชิกพรรคการเมืองเสรีนิยมที่ต้องการประสบความสำเร็จ รวมไปถึงนักเสรีนิยมผู้ที่ไม่ชื่นชอบการเห็นคนดีที่พ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งที่มีเพียงสัญชาตญาณการเรียกร้องความสนใจและรักษาคะแนนเสียงเอาไว้ ดังนั้นบทความชิ้นนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อนักเสรีนิยมที่ยังอายุน้อยผู้ที่หวังจะเล่นการเมืองในอนาคต และยังเป็นประโยชน์ต่อนักเสรีนิยมที่ได้เข้ามาเล่นการเมืองแล้ว

ในบทต่อๆไป คุณจะได้อ่านกฎง่ายๆสิบข้อและคำอธิบายในแต่ละข้อเหล่านั้น เมื่ออ่านแล้วจะทราบได้ว่ากฎเหล่านี้ไม่ได้เข้าใจยากหรือเหมาะกับผู้ที่มีความรู้สูงส่ง หากแต่ทำความเข้าใจและปฎิบัติตามได้ง่าย เช่นเดียวกันกับเรื่องอื่นๆในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ การเรียน ความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงหรือการมีชีวิตครอบครัว และเรื่องการเมือง สูตรของการประสบความสำเร็จนั้นง่ายและใช้ได้กับทุกคนที่ตั้งใจจะทำ

เพื่อที่จะทำให้กฎที่เราจะกล่าวถึงนั้นตรงจุด เราจึงเน้นการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและตัวอย่างที่เห็นชัด ผู้เขียนไม่ได้บอกว่ากฎเหล่านั้นวุ่นวาย หรืออ้างว่าสามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์โดยไม่ต้องคำนึงถึงภูมิหลังทางวัฒนธรรม ลักษณะทางเชื้อชาติหรือความแตกต่างทางประเทศที่อยู่ แต่ผู้เขียนต้องการสื่อว่าหากคุณปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ ไม่ช้าคุณจะพบว่าคุณไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จ แต่จะมองว่าเรืองการเมืองเป็นเรื่องน่าสนใจมากขึ้นและให้อะไรมากกว่าที่คิด

ข้อความส่วนใหญ่ในบทความนี้นำมาจากหลักสูตรเร่งรัดเรื่องการวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ของมูลนิธิฟรีดริช เนามันและประสบการณ์ของผู้เขียนเอง ผู้เขียนขอขอบคุณปีเตอร์ เชรอเดอร์ผู้เป็นที่ปรึกษาด้านการเมืองของมูลนิธิและองค์กรต่างๆที่ได้ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับกลยุทธทางการเมือง

กฎข้อ 1: คิดอย่างมีกลยุทธ์ การประสบความสำเร็จไม่มีสูตรตายตัว หากแต่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบและปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน

เหตุผลหนึ่งที่ว่าเหตุใดนักการเมืองที่ดูมีแววกลับพ่ายแพ้ นั่นคือเพราะเขาขาดการวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ การวางแผนอย่างมีกลยุทธ์ในทางการเมืองหมายถึงการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ นอกจากนี้ยังต้องกำหนดภาพลักษณ์ของเป้าหมาย เช่น เมื่อจบการหาเสียงเลือกตั้งหรือตัวตนของคุณในสำนักงาน คุณต้องการให้ผู้มีสิทธิออกเสียงมองคุณอย่างไร ให้วิเคราะห์สถานการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดแข็งและจุดอ่อนของคุณที่มีอิทธิพลต่อโอกาสในการบรรลุเป้าหมายของคุณ ให้กำหนดประเด็นเหล่านั้น รวมทั้งสิ่งที่ต้องการจะสื่อ กลุ่มเป้าหมาย และวิธีการสื่อสาร ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความพยายามของคุณอย่างดีและการมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ช่วยเสริมกิจกรรมเหล่านั้นจะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้

ข้อได้เปรียบของการวางแผนอย่างมีกลยุทธ์นั่นคือมันจะช่วยให้คุณมุ่งเน้นไปที่ความคิด กิจกรรมและทรัพยากรต่างๆ เพื่อจุดประสงค์เดียวนั่นคือความสำเร็จ คุณจะไม่ทำอะไรในลักษณะเหตุการณ์พาไป ทุกอย่างที่ทำคือวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมาย นั่นคือการประสบความสำเร็จ แม้ว่าการวางแผนทางกลยุทธ์จะเป็นสิ่งที่ใช้ในทางทหารและในทางธุรกิจ นักการเมืองหลายคนจึงยังมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลกและไม่คุ้นเคย บางคนจึงทำสิ่งต่างๆโดยอาศัยเพียง “ความคิดสร้างสรรค์” “สัญชาตญาณ” และ “ประสบการณ์ทางการเมือง” เท่านั้น

หรือบางคนอาจจะเชื่อมั่นในเจตนาดีของตน และการรับรู้ของผู้มีสิทธิออกเสียง ว่าคนเหล่านั้นจะจดจำพวกเขาได้และลงคะแนนให้เป็นการตอบแทน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว หากไม่มีการวางแผนกลยุทธ์ล่วงหน้าจะทำให้การสื่อสารไปสู่ฐานเสียงขาดความชัดเจน สร้างประวัติผู้สมัครที่ไม่น่าเชื่อถือ เสียทรัพยากรที่มีค่าต่างไปโดยเปล่าประโยชน์ และทำให้ผู้สนับสนุนขาดแรงจูงใจ และท้ายที่สุดก็นำไปสู่ความพ่ายแพ้

อย่างไรก็ตาม การวางแผนอย่างมีกลยุทธ์นั้นไม่เพียงพอ เมื่อคิดแล้วต้องทำด้วย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปสามารถบังคับให้คุณต้องปรับหรือคิดแผนใหม่เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ กล่าวคือต้องมีการคอยตรวจสอบอยู่เสมอ ซึี่งนับเป็นหัวใจของการวางแผนกลยุทธ์เลยทีเดียว และแผนที่ปรับแก้นั้นก็ต้องนำมาปฏิบัติด้วย นักการเมืองหลายคนที่เริ่มใช้การวางแผนกลยุทธ์ มักจะใช้แต่กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งนี่จะไม่ได้ผลเลยหากไม่ทำตามกระบวนการทั้งหมดตามที่วางแผนไว้

ในที่นี้ หมายถึงทุกอย่างที่ประกอบกันเป็นกลยุทธ์มีความเชื่อมโยงกันและไม่มีส่วนใดแยกจากกันโดยไม่กระทบทั้งหมด แต่หากคุณได้คู่แข่งที่ไม่มีการวางแผนกลยุทธ์ก็ถือเป็นความได้เปรียบของคุณ คนที่มีแผนแน่ชัดและปฏิบัติตามแผนที่วางไว้มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จกว่าคนที่ทำอะไรโดยรีบร้อน และสุดท้าย จงอย่าเผยแพร่กลยุทธ์ของคุณ ให้เก็บมันเป็นความลับ เพราะหากคู่แข่งของคุณเกิดรู้ขึ้นมา เขาจะหาวิธีรับมือได้ทันที

กฏข้อ 2 อย่าเพียงแค่วางแผนชัยชนะ จงรู้และให้บอกคนที่ลงคะแนนเสียงให้คุณว่าเมื่อชนะแล้วคุณจะทำอะไร

หนึ่งในข้อเท็จจริงที่น่าแปลกใจที่สุดเกี่ยวกับนักการเมืองนั่นคือ พวกเขาดูเหมือนไม่ค่อยเข้าใจว่าคนที่ลงคะแนนเสียงให้เขานั้นคาดหวังผลประโยชน์เพื่อตัวเอง ที่เป็นชิ้นเป็นอันและเห็นได้ทันที บ่อยครั้งที่เราเห็นว่านักการเมืองพูดเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองที่เขาอยากได้ เข่น อยากเป็นประธานาธิบดี สมาชิกสภา หรือที่ปรึกษารัฐ โดยสรุปเอาเองว่าเหตุผลเบื้องหลังความอยากได้อยากเป็นนี้สามารถอธิบายให้ผู้ลงคะแนนเสียงได้ พวกนักการเมืองมักคิดเอาเองว่าผู้มีสิทธิ์ออกเสียงรู้อยู่แก่ใจว่าแล้วว่าหากได้ที่นั่งแล้วเขาจะทำงานหนักเพื่อประชาชน

ข้อสรุปนี้ผิดถนัด อย่าคิดเพียงว่าผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจะเชื่อมั่นในตัวคุณอัตโนมัติเพียงเพราะว่าคุณคือนักเสรีนิยมผู้น่ายกย่อง อย่าลืมว่าบางคนก็ไม่ไว้ใจนักการเมืองเลย เพราะคิดว่านักการเมืองเห็นแก่ตัว และนักการเมืองไม่เคยมาดูแลคนที่ลงคะแนนเสียงให้ มีแต่ดูแลผลประโยชน์ของตัวเอง คุณจึงต้องอธิบายให้ผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะลงคะแนนเสียงให้คุณรู้ว่าทำไมถึงต้องเป็นคุณ ไม่ใช่คนอื่น ที่เหมาะจะนั่งในที่ทำงานของประธานาธิบดี ในสภาหรือในสำนักงานที่ปรึกษารัฐ

ความใฝ่ฝันในอาชีพ ประกาศนียบัตรหรือความมั่นใจของคุณไม่ได้มีความหมายอะไรกับคนที่ลงคะแนนเสียงให้เลย เขาแค่อยากรู้ก่อนจะเลือกตั้งว่าคุณจะทำอะไรให้เขา หากคุณได้ตำแหน่งใหม่ และหากคำตอบนั้นน่าเชื่อ คุณก็จะมั่นใจได้ โดยไม่ต้องซื้อเสียงโดยการแจกขนมปังหรือผ้าห่มก่อนวันเลือกตั้ง

ดังนั้นก่อนคุณจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ให้คิดว่าคุณจะให้อะไรได้หลังจากชนะแล้ว ให้เขียนและสื่อสารบอกคนที่ลงคะแนนให้คุณ เขาจะเชื่อว่าหลังจากคุณเป็นประธานาธิบดี สมาชิกสภาหรือที่ปรึกษารัฐแล้ว คุณเท่านั้นที่จะช่วยนำประเด็นผลประโยชน์ของพวกเขาขึ้นมาทำให้เป็นรูปเป็นร่างหลังจากที่เขาเลือกคุณ และจงจำไว้ว่าการรู้ว่าจะทำอะไรหลังจากได้ตำแหน่งก็ดีสำหรับตัวคุณเช่นกัน และอย่าลืมว่าเป้าหมายของสงครามไม่ใช่ชัยชนะแต่เป็นความสันติหลังสงครามฉันใด จุดประสงค์ของการเลือกตั้งก็ไม่ใช่ชัยชนะแต่เป็นการรู้จักปกครองและใช้อำนาจหลังจากวันเลือกตั้งฉันนั้น จงเตรียมตัวให้พร้อม

กฎข้อ 3 วิเคราะห์จุดอ่อนและจุดแข็งของคุณ กำจัดจุดอ่อนที่ขัดขวางความสำเร็จ

ในฐานะที่เป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ คุณต้องรู้จุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเอง การเขียนจุดแข็งของคุณนั้นไม่ยาก แต่จำไว้ว่าจุดแข็งจะเป็นจุดแข็งจริงๆก็ต่อเมื่อกำจัดจุดอ่อนของคู่แข่งได้ เช่น ถ้าคุณมีเงินมากพอจะหาเสียงผ่านสื่อต่างๆได้ นี่จะเป็นจุดแข็งก็ต่อเมื่อคู่แข่งของคุณไม่มีเงิน หากเขามีเงินจะหาเสียงผ่านสื่อเช่นกัน คุณก็จะไม่มีข้อได้เปรียบ แต่สิ่งที่ยากนั่นคือการหาจุดอ่อนของคุณเอง ซึ่งคุณต้องซื่อสัตย์และไม่เข้าข้างตัวเอง

เห็นชัดอยู่แล้วว่ากลยุทธ์จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อมีพื้นฐานอยู่บนข้อเท็จจริงไม่ใช่การคิดฝัน ดังนั้นอย่าปิดบังจุดอ่อนของตัวเอง การหลอกตัวเองไม่ใช่หนทางไปสู่ความสำเร็จ หากคู่แข่งของคุณมีทรัพยากรต่างๆมากกว่าคุณหรือพรรคของคุณมีการแบงแยกภายในพรรค หรือหัวหน้าพรรคของคุณไม่มีชื่อเสียง อย่าเพิกเฉยสิ่งเหล่านั้น แต่ให้นำมาพิจารณาด้วย อย่าฟังจากเพื่อน ญาติหรือสมาชิกในกลุ่ม เพราะพวกเขาจะพูดแต่สิ่งที่คุณอยากได้ยิน หากต้องการรู้จุดอ่อนที่แท้จริงของตัวเอง ให้ฟังจากคนนอกที่ไม่เยินยอหรือชื่นชมคุณ

เมื่อรู้จุดอ่อนแล้ว ให้เรียงลำดับตามความสำคัญ โดยดูว่าจุดอ่อนนั้นทัผลกระทบต่อโอกาสที่จะประสบความสำเร็จเพียงใด และดูตามการคาดการณ์ถึงสิ่งที่คุณทำได้เพื่อแก้ไขจุดอ่อนนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นคุณมีเวลาแค่สิบเดือนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง คุณจึงต้องหาจุดอ่อนเหล่านั้น และต้องกำจัดมันให้ได้ในเวลาสิบเดือน หากคุณไม่มีแถลงการณ์ทางการเมือง คุณสามารถใช้เวลาเขียนได้ในไม่กี่อาทิตย์ หากพรรคของคุณไม่เคยได้รับความสนใจจากกลุ่มศาสนาที่เป็นคนกลุ่มน้อย ก็มีทีท่าว่าในสิบเดือนคุณไม่สามารถชนะใจคนเหล่านั้นได้ คุณก็ไม่ควรสิ้นเปลืองทรัพยากรไปแก้ไขทัศนคติเหล่านั้นซึ่งเกินความสามารถที่คุณจะทำได้ คุณไม่สามารถเพิ่มจำนวนของคนที่ไม่รู้หนังสือในเขตเลือกตั้งของคุณในเวลาสิบเดือนได้ แม้ว่าการไม่รู้หนังสือในกลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงอาจเป็นอุปสรรคขัดขวางหนทางไปสู่ความสำเร็จก็ตาม

ให้คุณตั้งใจมองจุดอ่อนที่อาจมีผลกระทบต่อความสำเร็จของคุณ และสามารถจัดการมันได้ในเวลาที่คุณจัดการได้ สร้างกลยุทธ์ย่อยให้มัน ที่คุณจะกำหนดว่าอะไรที่คุณอยากทำให้สำเร็จ อย่างไร เมื่อไหร่ หากไม่มีเงิน ให้วางแผนการหาเสียงที่เรี่ยไรเงินไปด้วย ดูว่าต้องการเงินเท่าไหร่ ในวันที่เท่าไหร่ ถ้าไม่มีพันธมิตรในกลุ่มผลประโยชน์ที่สำคัญ ให้วางแผนกลยุทธ์ย่อยอีกทีว่าจะเข้าไปหาคนหลักๆในกลุ่มนั้นอย่างไรและเมื่อไหร่

คอยตรวจดูอย่างสม่ำเสมอว่าคุณได้บรรลุเป้าหมายไปแค่ไหนแล้ว ท้ายสุดอย่าลืมว่าคุณสามารถเปลี่ยนจุดอ่อนเป็นจุดแข็งได้เสมอหากคุณฉลาดและรู้จักคิด หากคู่แข่งของคุณเป็นนักการเมืองที่เจนจัด มีประสบการณ์และมีอิทธิพลทางการเมือง ในขณะที่คุณเป็นคู่แข่งอายุน้อย ให้สู้ก่อนจะหมดแรงและหมดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆหรือขาดการติดต่อกับผู้จะลงคะแนนให้คุณอย่างสม่ำเสมอ

กฎข้อ 4 ฟังและมุ่งเน้นไปที่สิ่งหลักๆที่ประชาชนต้องการ

นักการเมืองหลายคนชอบโต้คารมกับนักการเมืองคนอื่นเรื่องรายละเอียดทางการเมืองเล็กๆน้อยๆแทนที่จะช่วยเหลือสนับสนุนผู้ที่จะลงคะแนนให้เขา การโต้วาทีกลายเป็นประเด็นในระดับชั้นทางการเมืองซึ่งทำให้ทั้งผู้มีสิทธิออกเสียงเบื่อหน่ายและเกิดการแปลกแยกระหว่างผู้เลือกและผู้ได้รับเลือก ในความเป็นจริงผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่คือคนเดินดินธรรมดา และต้องการการพัฒนาที่เป็นชิ้นเป็นอันในชีวิตประจำวัน เช่น งาน ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ความมั่นคงเมื่อป่วยหรือยามแก่เฒ่า การศึกษาสำหรับลูกหลานและชีวิตที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมและความรุนแรง นักการเมืองที่ประสบความสำเร็จต้องฟังผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้เขา และรู้เรื่องปากท้องและยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาได้ นักการเมืองเหล่านั้นต้องแสดงให้เห็นได้ว่าเขาสามารถให้ของและการบริการที่ผู้มีสิทธิออกเสียงต้องการได้

แต่ในทางปฏิบัติแล้ว นักการเมืองมักถกประเด็นกันไม่รู้จบเรื่องที่พวกเขาสนใจเฉพาะในกลุ่มการเมืองและเรื่องภายในกลุ่มผู้มีระดับทางสังคมกลุ่มเล็กๆที่นักการเมืองเหล่านี้อยู่ร่วมด้วย คุณคงคุ้นเคยกับหัวข้อที่เป็นที่นิยมมาพูดทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนข้อความในรัฐธรรมนูญ ระเบียบและการปฏิบัติ เบี้ยเลี้ยงค่ารถ และเงินค่าตอบแทนให้ตัวแทนจากภาคประชาชนหรือไม่ก็เรื่องลับลมคนในทางการเมือง

อย่าลืมพิจารณาจัดสรรว่าควรใช้เวลาเท่าใดสำหรับพูดคุยเรื่องที่เป็นความสนใจของคนกลุ่มเล็กๆ แต่มีผลต่อสังคมมากเช่นเรื่องสิ่งแวดล้อม การให้เสรีภาพกับสตรี สิทธิของชนกลุ่มน้อย ค่านิยมและหลักการในสังคม เป็นต้น พูดกันง่ายๆคือเรื่องพวกนี้ไม่มีอะไรเสียหาย แต่ต้องพูดให้ถูกเวลา และนักการเมือง(โดยเฉพาะนักการเมืองแนวเสรีนิยม) ต้องไม่ใช่มาพูดแค่เพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มย่อยๆ

แต่จงจำไว้ว่ากลุ่มผู้มีอันจะกินนั้นไม่ได้รับความสนใจจากผู้ลงคะแนนเสียงมากนัก เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ อย่าเสียเวลาไปกับเรื่องผลประโยชน์หรือเรื่องภายในชนชั้นทางการเมือง ให้เน้นไปที่สิ่งที่ประชาชนทั่วไปต้องการเป็นหลัก วิธีทราบก็คือตั้งใจอ่านผลโพลแสดงความคิดเห็นหรือไปฟังที่ที่ประชาชนแสดงความเห็นอย่างเสรี ให้ไปหาที่แบบนั้น ซึ่งอาจจะเป็นตลาด ป้ายรถเมล์ ตลาดนัดโรงเรียน ผับของท้องถิ่นหรือที่อื่นๆ

กฎข้อ 5 มุ่งเน้นแค่สามข้อที่ผู้มีสิทธิออกเสียงและยึดมั่นสามข้อนี้

นักการเมืองมักจะประเมินความสนใจการเมืองสูงของผู้มีสิทธิออกเสียงเกินไป ขณะที่นักการเมืองใช้เวลาทั้งวันไปกับการเมืองของโลก แต่ผู้มีสิทธิออกเสียงส่วยใหญ่กลับเห็นว่าการเมืองเป็นเพียงส่วนเล็กๆของชีวิต และไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่มีเวลามาอดทนฟังทุกประโยคที่นักการเมืองพูดอย่างสวยหรูในสุนทรพจน์ยาวเหยียด ดังนั้นนักการเมืองที่จะประสบความสำเร็จต้องรู้จักลดทอนเนื้อหาเฉพาะด้านการเมืองบ้าง จริงอยู่ว่าการแถลงการณ์หลักการทางการเมืองนั้นดี แต่ความสนใจของผู้คนนั้นมีจำกัด เขาอาจจะสนใจคุณเพียวชั่วขณะหนึ่ง แต่ในชั่วขณะนั้นคุณต้องชนะใจเขาให้ได้

ดังนั้นให้เลือกเพียงสามข้อที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ลงคะแนนเสียงจากแถลงการณ์ทางการเมืองของคุณ และหนึ่งในนั้นให้เป็นข้อที่คุณต่างจากคู่แข่ง ในทางการตลาดเรียกว่าจุดขาย ให้สื่อสารสามข้อนี้แบบสั้นๆ แต่ให้ดึงอารมณ์ร่วมของผู้ลงคะแนนเสียงและทำอย่างไรก็ได้ให้พวกเขาเข้าใจและจำง่าย และให้ย้ำข้อพวกนั้นบ่อยๆ เหมือนกับที่บริษัทที่ประสบความสำเร็จพยายามสื่อสารถ้อยคำง่ายๆให้คนจำโดยการโฆษณานานๆ นักการเมืองต้องเน้นสิ่งที่ต้องการจะสื่อสารเหล่านั้น ย้ำซ้ำๆเมื่อใดก็ตามที่โอกาสจะอำนวย

นักการเมืองจะบรรลุเป้าหมายเมื่อคนที่มาฟังปราศรัยสามารถท่องสิ่งที่นักการเมืองต้องการสื่อได้พร้อมเพรียงกันก่อนนักการเมืองคนนั้นจะเปิดปากพูดเสียอีก ไม่ต้องกลัวว่าจะพูดพร่ำเพรื่อ บางคนคิดว่าต้องมีความคิดสร้างสรรค์คิดอะไรใหม่ๆมาพูดทุกวัน ผิดมหันต์ทีเดียวข้อนี้

ลองนึกภาพว่าหากผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จัก เช่น โค้ก เนสท์เล่ หรือโฟล์คสวาเกนพูดถึงสินค้าของตนต่างไปจากเดิม ผู้บริโภคคงจะงงและจำจุดเด่นของผลิตภัณฑ์พวกนั้นไม่ได้เลย การพูดอะไรซ้ำๆอาจจะทำให้คุณและทีมของคุณเบื่อ แต่สำหรับผู้มีสิทธิออกเสียงแล้ว สิ่งที่คุณได้ยินเป็นร้อยๆครั้ง เป็นข้อความใหม่เสมอ และพวกเขาก็ต้องได้ฟังหลายๆครั้งก่อนจะซึมซาบเข้าไปในใจได้

กฎข้อ 6 ไม่ต้องพยายามเป็น “ลูกรัก” ของทุกคน ไม่มีใครนอกจากคู่แข่งที่จะทำให้คุณโดดเด่นได้

นักการเมืองหลายคนเข้ามาเล่นการเมืองไม่ใช่เพราะต้องการแข่งขัน แต่ต้องการการชื่นชม โดยลืมนึกไปว่าการเมืองนั้นจะชนะได้ก็ต่อเมื่อมีคู่แข่ง และจะต้องโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิออกเสียงได้ดีกว่าคู่แข่ง ดังนั้นการวิพากษ์วิจารณ์คู่แข่งหรือคนที่ผู้ลงคะแนนเสียงไม่ชอบก็อาจให้ผลดีได้

ดังนั้นถ้าคุณต้องการเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ ต้องเข้าใจว่าสังคมประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ที่แตกต่างและทับซ้อนกัน มีทั้งคนที่ได้ผลประโยชน์และเสียผลประโยชน์จากนโยบายของคุณ ถ้าคุณรณรงค์ต่อต้านการคอรัปชั่น คนที่ได้ผลประโยชน์จากคอรัปชั่นก็จะไม่เข้าข้างคุณ ถ้าคุณรณรงค์เรื่องการทำให้บริษัทมหาชนเป็นเอกชน คนที่เสียประโยชน์เรื่องนี้ก็จะไม่ชอบคุณ ถ้าคุณอยากได้กฎหมายแรงงานที่ยืดหยุ่นกว่านี้ สมาชิกสหภาพการค้าก็จะโจมตีคุณ

แต่เมื่อเล่นการเมือง ก็ต้องเข้าใจว่าการมีศัตรูทางการเมืองไม่ได้ทำให้คุณเสียเปรียบ จำไว้ว่าการทำให้คู่แข่งเต้นเหยงๆนั้นง่ายกว่าการทำให้ผู้สนับสนุนเราเพิกเฉย และคู่แข่งของคุณอาจบังเอิญกลายเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดของคุณก็ได้ ยิ่งนักการเมืองที่ชอบคอรัปชั่น ข้าราชการ หรือสมาชิกสหภาพการค้าที่เขี้ยวลากดินโจมตีคุณมากเท่าไหร่ ผู้ลงคะแนนเสียงธรรมดาๆจะยิ่งยอมรับคุณว่าคุณสู้เพื่อพวกเขาเพื่อต่อต้านคนที่เห็นแก่ผลประโยชน์

ไม่มีใครมีค่ามากกว่าคู่แข่งของคุณเมื่อคุณต้องการได้รับความเชื่อมั่น ถ้าไม่มีคู่แข่ง ให้ยั่วโมโหคนที่มีทีท่าว่าจะไม่ลงคะแนนให้คุณ ถ้าคุณบอกว่าคุณจะต่อต้านการคอรัปชั่น คนก็จะยิ้มและคิดว่านั่นคือคำสัญญาของนักการเมือง และถ้าเกิดคนที่ได้รับผลประโยชน์จากคอรัปชั่นที่มีอิทธิพลเริ่มโจมตีคุณ คนที่จะลงคะแนนให้คุณก็จะเห็นความสำคัญของคุณทันที

ดังนั้นถ้าคุณรู้จักวางไพ่ คู่แข่งของคุณจะเป็นคนประชาสัมพันธ์ตัวคุณที่น่าเชื่อถือที่สุด แถมไม่ต้องเสียเงินเลยซักบาท ดังนั้นอย่าลังเลที่จะเลือก “กลุ่มเป้าหมายที่มองคุณในแง่ร้าย” ที่คุณจะรับมือได้ กลุ่มคนเหล่านี้จะกลัวว่าคุณจะได้รับเลือก เพราะว่าพวกนี้มักเป็นภาระของคนอื่น เช่น ต้านการสร้างงานใหม่ ที่อยู่อาศัยที่ดี การศึกษาที่ดีและความต้องการหลักของประชาชน

กฎข้อ 7 พูดง่ายๆ ตรงประเด็น ใช้ตัวอย่าง และไม่ต้องลงรายละเอียดมาก

ผู้มีสิทธิออกเสียงมักมองว่านักการเมืองไกลตัว เหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง เหตุผลหนึ่งนั่นก็เพราะเรื่องการใช้ภาษา นักการเมืองมีโลกสองโลกที่แตกต่างกัน ด้านหนึ่งเขาคุยกับเพื่อนร่วมงาน ข้าราชการ ล็อบบี้อิสต์ที่คอยแนะนำชักชวน นักข่าวและที่ปรึกษา คุยกับผู้มีความรู้ปราดเปรื่องเรื่องว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรและใช้วิธีไหน ทำให้มีการปราศรัยที่เข้มข้นซึ่งใช้ภาษาทางเทคนิคมากจนเกินกว่าคนนอกวงการการเมืองจะเข้าใจ

นักการเมืองหลายคนไม่รู้จักใช้ภาษาทางการเมือง แม้ว่าภาษาเหล่านั้นเหมาะจะใช้ในการประชุมคณะกรรมการ แต่ไม่ใช่วิธีที่ดีในการสื่อสารกับผู้ที่จะลงคะแนนเสียงให้เขา จำไว้เสมอว่าถ้าอยากพูดกับใคร ต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายสำหรับคนกลุ่มนั้น

การปราศรัยทางการเมืองไม่เหมาะกับการแสดงโวหารสวยหรู ใบรณรงค์หาเสียงไม่ได้เป็นสิ่งที่บอกว่าผู้ลงคะแนนเสียงรู้จักคุณมากแค่ไหน ให้พูดอย่างเข้าใจง่าย ใช้ประโยคสั้นๆ อย่าใช้ศัพท์ทางเทคนิคที่คนทั่วไป อย่าว่าแต่จะให้เข้าใจ ให้ออกเสียงยังลำบากสำหรับพวกเขา ให้ใช้รูปภาพและตัวอย่างมากๆ ซึ่งควรนำมาจากชีวิตประจำวันและไม่ต้องตีความมาก

ผู้มีสิทธิออกเสียงชอบนักการเมืองที่ตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย ไม่มีรายละเอียดปลีกย่อยน่าปวดหัว แต่ต้องพูดในสิ่งที่พวกเขาอยากได้หรือได้มาแล้ว ให้เข้าใจกันง่ายๆโดยไม่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้าด้วยคำสวยหรู ถ้าจะบอกว่าจะมีนโยบายลดภาษี ก็ไม่ต้องบอกว่าจะไปตัดภาษีที่ใครและตัดกี่เปอร์เซนต์ ไม่อย่างนั้นใจความหลักเรื่องการลดภาษีก็จะไม่สื่อออกไปถึงผู้รับ

ยิ่งคุณบอกรายละเอียดเยอะก็เหมือนน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง การบอกว่าจะลดภาษีนั้นดี แต่ในความเป็นจริงอาจจมีคนที่ได้ผลประโยชน์จากภาษีมากกว่าคนที่ได้ลดภาษี ยิ่งข้อมูลตรงนี้ชัดขึ้น คุณก็จะถูกโจมตีและมีการถกกันเป็นประเด็นเรื่องคนแพ้คนชนะแน่นอน

ข้อเท็จจริงเรื่องผู้ได้ประโยชน์จากการลดภาษีจะหายไป หากเกิดการการถกประเด็นเผ็ดร้อนเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ คู่แข่งของคุณจะคว้าโอกาสนี้ อย่าเปิดโอกาสเขาเชียว แต่ในทางกลับกัน คุณต้องทำสิ่งนี้กับฝ่ายตรงข้ามได้ เช่นพยายามเข้าไปเกี่ยวข้องในการสนทนาประเด็นของพวกเขาที่ทั้งน่าเบื่อและหมิ่นเหม่ คนจะหยุดฟังคู่แข่งคุณหรือเบื่อสิ่งที่พวกเขาพูดไปเสียเอง

จงทำตามคำแนะนำดีๆที่จะบอก นั่นคือถ้าคนฟังของคุณอยากรู้อะไรที่เฉพาะเจาะจงกว่านี้ ให้เขายกมือถามได้หลังจากคุณปราศรัยจบแล้ว หลังจากนั้นก็แล้วแต่คุณว่าจะลงรายละเอียดแค่ไหน

กฎข้อ 8 พูดเรื่องที่เป็นรูปธรรม ไม่ต้องพูดถึงกระบวนการ วิธี หรือรายละเอียดทางเทคนิค

ข้อนี้ต่อจากข้อที่แล้ว นักการเมืองชอบลืมไปว่าผู้มีสิทธิออกเสียงไม่สนใจกระบวนการ แต่สนใจแค่ผลลัพธ์ที่ได้ เขาจะเข้าใจสิ่งที่คุณต้องการจะทำได้ดีถ้าคุณใช้ภาษาง่ายๆเกี่ยวกับเรื่องปากท้องที่ใกล้ตัวพวกเขามาก แต่เขาไม่สนใจหรอกว่าคุณจะใช้วิธีไหน อย่าหลงประเด็นกับกระบวนการ การอ่านใบปลิวของพรรคการเมืองมักแสดงข้อเรียกร้องบางครั้งก็น่ารำคาญ เช่นใบปลิวที่มีรายละเอียดว่า ที่ปรึกษาของรัฐจำเป็นต้องตั้งกลุ่มคณะกรรมการย่อยเพื่อค้นหาวิธีที่จะซื้อบ้านในบริเวณที่คนรุ่นใหม่มักมาพบปะกัน เป็นต้น

ผู้มีสิทธิออกเสียงที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ต้องการพื้นที่สำหรับทำกิจกรรม และอาจจะสนับสนุนพรรคการเมืองมีนโยบายเห็นชอบกับเรื่องดังกล่าว แต่พวกเขาไม่ได้สนใจหรอกว่ามีการตั้งคณะกรรมการย่อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นงานของนักการเมืองที่ต้องสื่อสิ่งที่ผู้มีสิทธิออกเสียงต้องการออกไปให้ได้ ไม่ต้องบอกว่าจะใช้วิธีอย่างไร เพราะเขาคิดเองอยู่แล้วว่านักการเมืองต้องรู้ว่าจะทำอย่างไร ถ้าคุณมัวแต่พูดถึงการตั้งคณะกรรมการย่อย แทนที่จะพูดถึงสถานที่พบปะของคนรุ่นใหม่ แปลว่านั่นคุณกำลังทำให้แนวคิดที่ดีที่สุดที่จะซื้อใจคนเสียเปล่าไปแล้ว

อย่างที่บอกไป ให้เรื่องถกประเด็นเผ็ดร้อนน่าเบื่อเป็นหน้าที่ของคู่แข่งไป และถ้าทำได้ก็ให้หลอกให้เขาพูดศัพท์เทคนิคหรือพูดเรื่องกระบวนการต่างๆไป และในที่สุดก็จะไม่มีคนสนใจเขา ลองคิดดูว่าหากบริษัทสินค้าใหญ่อย่างโค้ก เนสต์เล่หรือโฟล์คสวาเกนไม่โฆษณาผลิตภัณฑ์ แต่มาพูดว่าในโรงงานใช้เครื่องจักรอะไรบ้าง ใครกันจะอยากซื้อของ

นักการเมืองที่ประสบความสำเร็จไม่พูดถึงเครื่องมือและวิธีการ เขาจะพูดถึงผลลัพธ์และถ้าให้ดีกว่านั้นคือพูดถึงผลประโยชน์ที่ผู้มีสิทธิออกเสียงจะได้รับ สมมติประเด็นการทำให้บริษัทเป็นเอกชน เป็นต้น นักการเมืองเสรีนิยมหลายคนลืมไปว่าหัวข้อดังกล่าวนั้นมักเกี่ยวกับกระบวนการมากกว่าผลที่ได้รับ ผู้มีสิทธิออกเสียงมักเห็นว่าเทคนิคหรือวิธีการเป็นเรื่องนามธรรม และเรื่องการทำให้บริษัทเป็นเอกชนนั้นเป็นเรื่องทางการเมืองมาก ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าที่จะพูดเรื่องผลลัพธ์ของมันมากกว่าวิธีการ นักเสรีนิยมชอบพูดประเด็นเรื่องการทำให้เป็นเอกชนเนื่องจากถ้าทำอย่างเหมาะสม จะนำไปสู่การผลิตและการให้บริการที่ดีขึ้นในราคาที่ถูกลง ผลดังกล่าวนี้ คือสิ่งที่ผู้มีสิทธิออกเสียงต้องการ และนักการเมืองแบบเสรีนิยมควรพูดถึง

กฎข้อ 9 ให้ยึดติดกับความเป็นจริง เห็นผู้มีสิทธิออกเสียงอย่างที่พวกเขาเป็น

นักเสรีนิยมหลายคนมักจะมีภาพที่สวยหรูเกี่ยวกับ โดยคิดเอาเองว่าพวกเขาจะตอบแทนนักการเมืองที่คอยดูแลรักษาผลประโยชน์ให้ เชื่อใจได้ มีความสุจริต ไม่ให้คำสัญญาเกินจริงและเป็นคนดีด้วยการเลือกเขา

และในวันเลือกตั้งก็ต้องผิดหวังเมื่อคนเทคะแนนให้นักการเมืองอาวุโส ที่มีทีท่าว่าจะติดสินบนและไม่เหมาะกับตำแหน่ง มีเหตุผลง่ายๆว่าทำไมนักเสรีนิยมเหล่านี้ต้องผิดหวัง นั่นก็คือพวกเขาไม่มองความเป็นจริง และก็ไม่ใช่ความผิดของคนลงคะแนนด้วย มีกฎง่ายๆว่าคนลงคะแนนมีลักษณะอย่างไรและข้อไหนบ้างที่คุณควรจำ อันได้แก่

ข้อแรก ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่นึกถึงความสำเร็จของคุณที่เคยทำมา แต่เขาจะเลือกคนที่เขาคาดหวังได้ในอนาคตข้างหน้า การเมืองต่างกับศาสนาที่บอกให้กระทำความดี แล้วคนชั่วจะได้รับผลกรรมในวันหนึ่ง คู่แข่งคุณอาจจะไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ แต่ตราบใดที่เขาโน้มน้าวใจคนที่เคยลงคะแนนเสียงให้เขาได้ว่าครั้งหน้าเขาจะทำ นั่นก็ถือว่าเขามีทีท่าว่าจะได้รับเลือกอีกครั้ง

ข้อสองก็คือ คนลงคะแนนไปแล้วก็ลืม นักการเมืองหน้าใหม่มักคิดว่าผู้มีสิทธิออกเสียงจะจดจำว่าผู้ที่ได้ตำแหน่งคนก่อนทำอะไรพลาดไปบ้าง จริงๆแล้วพวกเขาเขาไม่สนใจเพราะว่าการเมืองถือเป็นเรื่องเล็กและไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตเขา

ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ได้อยากเป็นนักต่อสู้ทางการเมือง เมื่อคนที่ตนเลือกชนะเลือกตั้งแล้ว พวกเขาก็มักดีใจจนลืมเรื่องการเมืองและปล่อยให้งานต่างๆเป็นหน้าที่ของผู้แทน พวกเขาไม่มานั่งจดบันทึกว่าคนที่เลือกไปนั้นทำหรือไม่ทำอะไร และสุดท้ายคือคนเราไม่ได้นึกถึงคุณธรรมมากอย่างที่นักเสรีนิยมคาดหวังไว้

ในทัศนคติของผู้มีสิทธิออกเสียง เขาจะนึกถึงภาพของผู้แทนตามความเป็นจริง เขาอาจจะบ่นกันเรื่องการเมือง แต่ประสบการณ์สอนเขาว่านักการเมืองไม่ใช่พ่อพระหรือแม่พระ

ผู้มีสิทธิออกเสียงหลายคนคิดเอาเองว่าตัวแทนที่เขาเลือกมานั้นต้องการผลประโยชน์จากตำแหน่งและใช้อำนาจเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ พวกเขายอมรับได้ตราบใดที่นักการเมืองคนนั้นไม่ทำอะไรล้ำเส้น

คำถามที่สำคัญของผู้มีสิทธิออกเสียงเสียงคือตัวแทนที่เสนอตนให้เขาเลือกจะเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจหรือจะเล่นแง่อะไรกับพวกเขาหรือไม่ ถ้ามีแนวโน้มจะเป็นอย่างนั้น เขาก็มีทีท่าจะเลือกคนเก่ากลับมาแม้ว่าพฤติกรรมเขาจะไม่เข้าท่าเลยก็ตาม

วิธีที่ดีที่สุดที่นักเสรีนิยมจะโต้ตอบคู่แข่งไม่ใช่การบอกว่าคู่แข่งคอรัปชั่นหรือเลือกที่รักมักที่ชัง เว้นแต่ว่าพฤติกรรมเหล่านั้นเกินเลยจนกลายเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อประชาชนวงกว้าง แต่ให้โต้ตอบคู่แข่งด้วยการบอกว่ามีอะไรบ้างที่เขาไม่ได้ทำตามที่เคยพูด และให้โน้มน้าวคนที่จะลงคะแนนเสียงให้คุณว่า ในอนาคตคู่แข่งของคุณก็น่าจะไม่ทำตามสัญญาเช่นกัน

เช่น ให้ยกประเด็นว่าเขาไม่เคยหางานหรือหาที่อยู่ให้ประชาชนเลย แทนที่จะไปโจมตีเขาหรือใช้สมาชิกในครอบครัวมาช่วย

กฎข้อ 10 มีเวลาให้และฟังคนที่จะชี้ชะตาความสำเร็จของคุณ จงซื่อสัตย์และทำให้คนรู้สึกว่าไม่มีคุณไม่ได้

ผู้ลงคะแนนเสียงมักมาบ่นทีหลังว่าคนที่เลือกมานั้นไม่ใส่ใจพวกเขาอีกเลยเมื่อได้รับตำแหน่งสมใจแล้ว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายมากที่คุณจะสร้างความประทับใจ นั่นคือคุณต้องทำอะไรที่แปลกไป เช่นให้คนเห็นหน้าบ่อยๆ ทำตัวเข้าหาได้ง่าย และฟังว่าผู้คนอยากบอกอะไร เนื่องจากคนในสังคมคิดว่าการจะเข้าหานักการเมืองและการทำให้นักการเมืองมาใส่ใจเขาเป็นไปได้ยาก ดังนั้นการที่คุณใส่ใจเขาสักนิดหรือไปให้พวกเขาเห็นหน้าบ่อยๆก็สร้างความแตกต่างระหว่างคุณกับคนอื่นได้มากโขและยังเป็นตัวอย่างที่ดีอีกด้วย

ทำให้คนเห็นหน้าอยู่เสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตประชาชน ไม่ใช่แค่จะเพิ่มชื่อเสียงของคุณเท่านั้น แต่จะช่วยทำให้รู้จักเขตพื้นที่ของคุณมากขึ้นด้วย

ยิ่งคุณฟังพวกเขามากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งได้รู้ว่าอะไรที่กระตุ้นพวกเขาและอะไรที่สำคัญต่อพวกเขา และจงจำไว้ว่าต้องซื่อสัตย์ ภักดีต่อคนที่ได้เลือกคุณมา น่าแปลกใจที่นักการเมืองมักหาผู้ที่สันับสนุนเขาให้มากขึ้นไปอีกแทนที่จะรักษากลุ่มที่สนับสนุนตัวเองอยู่แล้ว แม้จะจริงที่ว่าผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้คุณไม่มาตอบแทนคุณ แต่เขาไม่ชอบใจแน่ถ้าคุณเพิกเฉยพวกเขาหลังจากได้รับตำแหน่งแล้ว แล้วจะเข้าหาคนที่สนับสนุนคู่แข่งของคุณแทน จำง่ายๆว่าให้ตอบแทนความภักดีด้วยความภักดี และจำให้ได้ว่าคุณสำคัญกับใครและคุณต้องภักดีกับใครบ้าง

การรู้ว่าผู้ลงคะแนนเสียงคิดอะไรนั้นดีก็จริง แต่ในความเป็นจริงคุณมีหน้าที่อยู่ใต้คำสั่งของคนที่ลงคะแนนให้หรือสมาชิกในพรรค แต่คุณมีหน้าที่ต่อหัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในกรณีนี้จึงไม่เพียงพอที่จะต้องเอาใจผู้ลงคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียว ถ้าชีวิตคุณขึ้นกับผู้รู้ทางการเมืองแทนที่จะเป็นคนที่ลงคะแนนให้ คุณต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าพวกเขาควรจะเลือกคุณอีกครั้ง วิธีหนึ่งก็คือแสดงให้เห็นว่าคุณมีวิธีเข้าหากลุ่มคนที่สำคัญของพรรคได้

คุณสามารถเรียนรู้เรื่องการเมืองที่เฉพาะเจาะจงได้เช่นเรื่องการเงิน การพลังงานหรือการทหาร ซึ่งจะทำให้คุณมีค่าเหมาะแก่การเป็นหัวหน้าพรรค หรืออาจจะพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์และนักรณรงค์ที่จริงจัง คุณต้องหาจุดขายที่โดดเด่น ซึ่งพิสูจน์ว่าคุณเก่งจริงและไม่มีใครมองข้ามหรือมาทำหน้าที่แทนได้ง่ายๆ ถ้าคนที่กำหนดชะตาชีวิตคุณในการเมืองคิดว่าขาดคนอย่างคุณไม่ได้ งานนี้คุณชนะขาด

กฎข้อ 11 ใช้วิธีไหนก็ได้เพื่อโปรโมตตัวเอง แต่ต้องรู้จักวิธีสื่อออกไปให้โดนใจ

นักการเมืองอายุน้อยมักบ่นว่าได้รับงานที่ไม่สำคัญและมีผลงานไม่น่าสนใจ หรือพรรคเล็กไปจนคนไม่สนใจ โดยลืมคิดไปว่าการจะให้ประชาชนสนใจนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มา และกฎง่ายๆก็คือว่าเวทีทางการเมืองสามารถใช้โปรโมตตัวเองและอาชีพได้ แต่มีเงื่อนไข นั่นคือคุณต้องมีสิ่งที่จะสื่อออกไป สื่ออะไรที่ตรงใจคน อะไรที่แตกต่างจากคู่แข่ง เป็นสิ่งใหม่และนำเสนออย่างน่าสนใจ

อย่าลืมว่านักข่าวบางครั้งก็เข้าถึงยาก เพราะเขาต้องเขียนข่าวที่น่าสนใจลงหนังสือพิมพ์ วิทยุหรือโทรทัศน์ทุกวันเพื่อขายข่าว คุณอาจจะช่วยเขาได้โดยการให้ข้อมูลหรือความคิดที่เขาจะพิมพ์และแจกจ่ายออกไปได้ โดยการสื่อสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่นที่คนอื่นสื่อออกไป

อีกวิธีหนึ่งคือแหวกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับชนชั้นทางการเมือง รวมทั้งคัดค้านแผนการขึ้นเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงต่างๆของสมาชิกสภา คุณอาจจะไม่ได้เป็นที่ชมชอบนักในหมู่เพื่อนร่วมงาน แต่จำไว้ว่าคุณจะมีผลงานโดดเด่นก็ต่อเมื่อมีคู่แข่งมาโจมตี อีกอย่างหนึ่งที่เข้าท่าคือไปในพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ เช่นถ้ามีศิลปินคนดังมาที่เมืองของคุณ ให้ไปต้อนรับเขาเพราะจะมีคนมากและมีสื่อมากเช่นกัน ให้แนะนำตัวเองผ่านสื่อ และนักข่าวมักจะมาสัมภาษณ์คุณ หรือถ้าในเมืองมีอุบัติเหตุหรือไฟไหม้ ก็ให้เข้าไปหาสื่อและให้ความเห็นเชิงการเมืองได้

ให้วิจารณ์มาตรการความปลอดภัยที่ไม่เข้าท่าหรือบอกว่ารถพยาบาลมาถึงช้าเพราะเป็นผลมาจากระบบการดูแลสุขภาพประชาชนที่ไม่ดี ให้คุยกับพนักงานดับเพลิงหรือตำรวจและชมพวกเขา ถ้าเป็นไปได้ให้พูดต่อหน้ากล้อง ผู้ที่มีแนวโน้มว่าจะลงคะแนนให้คุณจะเห็นว่าคุณไปถึงที่ที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น สนใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นและเห็นปัญหาอย่างนักการเมืองที่มีความรับผิดชอบ

และสุดท้าย แม้ว่าคุณมีผลงานที่ไม่น่าสนใจ ให้พยายามหาว่ามีประเด็นไหนที่สำคัญและมีทีท่าว่าจะดึงอารมณ์ของผู้ลงคะแนนได้ ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ของคุณเอง ถ้าไม่มีอันไหนเข้าตา คุณก็ยังสามารถเจาะจงกลุ่มเป้าหมายที่เห็นว่าผลงานของคุณสำคัญและไปเป็นกระบอกเสียงให้เขา

ถ้าทำทุกอย่างแล้วไม่ได้ผล ให้ละเรื่องผลงานเดิมของคุณไปเสีย ให้ไปพูดเรื่องประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่จะลงคะแนนให้คุณแทน อย่าลืมว่าเขาไม่ได้เลือกคุณมาเป็นกระบอกเสียงสำหรับงานศิลปะ รางรถไฟหรือส่งไปรษณีย์ แต่เลือกมาเพื่อทำในสิ่งที่ชีวิตเขาต้องการ เขาคงไม่คัดค้านถ้าคุณพูดถึงเรื่องงาน ที่อยู่อาศัย การศึกษา ความปลอดภัยแม้ว่าเรื่องพวกนี้จะไม่ได้อยู่ในผลงานเดิมๆของคุณเลยก็ตาม

อย่าเพิกเฉยต่อจุดอ่อนที่คู่แข่งคุณจะตักตวงประโยชน์ได้ แม้ว่าเขาจะอายุมากกว่าและมีประสบการณ์มากกว่าคุณ จงทำตัวมีจุดยืนและอย่าปล่อยให้ตัวเองถูกจำกัดความสามารถเป็นกบในกะลา

กฎข้อ 12 เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง นักการเมืองที่ประสบความสำเร็จต้องรู้จักหาทรัพยากรมาทดแทนและแบ่งปันกับคนอื่น และอย่าเพิกเฉยการเงินของคู่แข่ง

มีเหตุผลมาตรฐานอย่างหนึ่งที่คนชอบบอกกันเมื่อเล่นการเมืองไม่สำเร็จ นั่นคือไม่มีเงิน ไม่ว่ามูลนิธิฟรีดริช เนามันจะจัดการอบรมหรือสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวหลายครั้งแล้วก็ตาม สิ่งแรกที่นักการเมืองอายุน้อยชอบบ่นคือบอกว่าไม่มีทุน แล้วก็มานั่งเขียนความไม่ยุติธรรมของระบบการเมืองที่มีแต่ผลประโยชน์ให้แก่คนที่ได้รับตำแหน่งมาแล้วและนักการเมืองรุ่นใหม่ก็เสียเปรียบได้เป็นฉากๆ จริงอยู่ที่การมองโลกตามที่เป็นในเรื่องโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกันนั้นดี ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรื่องเงินทำให้การรณรงค์หาเสียงเป็นไปได้ง่ายขึ้น

แต่ไม่ใช่เสมอไปที่ว่าผู้สมัครคนที่มีเงินมากที่สุดจะชนะการเลือกตั้ง แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาที่ค่ารณรงค์หาเสียงแพงที่สุดก็ตาม อย่าลืมว่าเป็นการผิดมหันต์ที่จะมัวแต่พูดเรื่องจุดอ่อนแทนที่จะกำจัดจุดอ่อนเสีย สภาพทางการเงินที่เหนือกว่าของคู่แข่งคุณอาจจะทำให้คุณรู้สึกแย่ แต่จะมานั่งสมเพชตัวเองเรื่องนี้ก็ไม่ช่วยให้มีคนมาลงคะแนนให้ แล้วคุณก็จะกลายเป็นคนแพ้ตัวจริงเสียตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแข่งด้วยซ้ำ แล้วจะทำอย่างไร

ข้อแรกคือต้องหาเงิน ถ้าคุณทำตามกฎข้ออื่นๆไปแล้ว คุณจะไม่มีปัญหาเลยที่จะมาเรี่ยไรเงินมารณรงค์หาเสียง ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าอะไรแน่ที่คุณต้องการและคุณต้องมีกลยุทธ์ ต้องรู้จักหาวิธีโน้มน้าวใจคนที่จะมาลงคะแนนให้ (และในกรณีหาเงินแบบนี้ต้องมีกลุ่มเฉพาะ) ว่าคุณจะให้สิ่งหลักๆที่เขาต้องการได้และจะทำให้ได้ คุณต้องมีข้อที่ต้องการสื่อออกไปอย่างชัดเจนสามข้อ โดยพูดภาษาธรรมดาที่เข้าใจง่าย จึงจะหาคนที่จะมาบริจาคเงินให้ได้โดยคุ้มแก่การลงทุน

แต่ถ้าลองหาเงินแล้วไม่ได้ผล ก็ต้องถามตัวเองว่าผลงานคุณไม่ชัดเจนหรือเปล่า สิ่งที่คุณสื่อออกไปไม่มีประเด็นหรือซับซ้อนเกินไป พูดง่ายๆคือให้กลับไปดูว่าที่เขียนลงไปเรื่องไม่มีเงินนั้นมีกลยุทธ์ไหนพลาดไปหรือไม่

สองคือสามารถนำอย่างอื่นมาแทนสิ่งที่ไม่มีได้ ถึงคุณจะไม่มีเงิน แต่ถ้ามีความคิดดี สื่อสารได้โน้มน้าวใจ และมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน คุณจะหาพันธมิตรทางการเมืองได้ง่าย พยายามกระตุ้นคนรุ่นใหม่ที่มีทัศนคติทางการเมืองเหมือนคุณ ให้เขามาเป็นอาสาสมัคร เอาความกระตือรือร้นและเวลามาแทนเรื่องเงิน เพราะว่าคนรุ่นใหม่มักจะมีสิ่งเหล่านั้น บอกคนที่จะมาลงคะแนนให้คุณว่าเงินทองไม่สำคัญเท่าความมุ่งมั่นและซื่อสัตย์

สามคืออย่ายั้งมือกับเรื่องการใช้เงินของคู่แข่ง ถ้าคุณคิดว่าคู่แข่งได้เงินมาจากรัฐอย่างไม่สุจริตหรือได้เงินมาจากกลุ่มผลประโยชน์ รวมทั้งคนที่ตั้งใจจะทำทุจริต ก็กระจายเรื่องให้คนหมู่มากรับรู้ไปเลย ถ้ามีข้อมูลที่แท้จริงเรื่องเงินและที่มาของเงิน ให้เผยแพร่ให้ประชาชนรับรู้ ท้าทายคู่แข่งของคุณให้เปิดเผยทรัพย์สินเพื่อการเลือกตั้งที่โปร่งใส ต้องทำให้ประชาชนรู้ว่าเงินของคู่แข่งมากจากไหน บีบให้เขาบอกแหล่งที่มาของเงิน และถ้าเขาเลี่ยงจะตอบ ให้นำเรื่องที่เขาปฏิเสธมาพูดในการปราศรัย เพราะการที่เขาไม่ยอมเปิดเผยเรื่องเงิน ผู้มีสิทธิออกเสียงก็จะคิดว่าเขามีอะไรปิดบังอยู่

คุณไม่ต้องทำตัวสุภาพหรืออายที่จะเปิดเผยเรื่องความอยุติธรรมหรือโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกันที่ทำให้คู่แข่งของคุณได้เปรียบ จำนวนเงินและที่มาของเงินไม่ใช่เรื่องสัญญาของคนสองคนแต่เป็นเรื่องของคนหมู่มาก และข้อสุดท้ายที่อยากแนะนำคือ บางครั้งก็จะมีคนมาบอกคุณว่าคู่แข่งคุณซื้อเสียงเขาด้วยซ้ำไป

อย่าคิดว่าผู้มีสิทธิออกเสียงจะไม่รับสินจ้างรางวัล บอกฐานเสียงคุณได้เลยว่าจะบอกว่าอยากรับอะไรก็รับไปได้เลย แต่ให้รู้ว่าสิ่งของไม่ใช่เครื่องผูกมัดหรือการบังคับว่าต้องลงคะแนนให้คู่แข่งของคุณ เพราะอย่างไรก็ตามการลงคะแนนถือเป็นความลับ คู่แข่งของคุณไม่มีทางรู้ว่ามีคนลงคะแนนให้เขาเพราหวังเงิน เครื่องดื่มหรือผ้าห่มตอบแทน ให้บอกผู้ที่ลงคะแนนให้คุณว่า “เชิญรับของของคู่แข่งผมไป และลงคะแนนให้ผมนะครับ”

กฎสิบสองข้อนี้เชื่อมโยงกัน นักการเมืองที่ประสบความสำเร็จรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรและวางแผนการหาเสียงอย่างมีกลยุทธ์ และสามารถทำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเชื่อได้ว่าตนจะทำเพื่อประโยชน์ของพวกประชาชนและสื่อสิ่งที่ต้องการบอกด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และทำให้ผู้คนรู้ว่าเมื่อได้รับเลือกแล้ว นักการเมืองคนนั้นจะทำสิ่งที่ประชาชนต้องการให้เป็นจริงได้

นักการเมืองที่ประสบความสำเร็จไม่กลัวที่จะโจมตีคู่แข่ง เขารู้ว่าจำเป็นต้องมีคู่แข่งเพื่อสร้างผลงานและความเชื่อถือ รู้ว่าผู้ที่จะลงคะแนนต้องการอะไรและปรากฏตัวให้ประชาชนและสื่อเห็นอย่างสม่ำเสมอ รู้จักใช่สิ่งที่มีอยู่เพื่อหาเสียงและเรียนรู้จะใช้ผลประโยชน์จากจุดอ่อนของคู่แข่งโดยการไม่เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องชนชั้นทางการเมือง นักการเมืองรุ่นใหม่ควรเรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้

สิบสองข้อนี้อาจไม่รับประกันทุกกรณีว่าคุณจะประสบความสำเร็จ แต่ในการกลับกัน หากคุณไม่ตระหนักถึงกฎเหล่านี้ ถือเป็นความล้มเหลวอย่างแน่นอน

ไรเนอร์ แอร์เคนส์ (Rainer Erkens) ผู้เขียนบทความนี้ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการเขตอเมริกาใต้ของมูลนิธิฟรีดริช เนามัน ก่อนหน้าที่จะมาทำงานที่แอฟริกา เขาเคยทำงานที่สำนักงานใหญ่ของพรรคเพื่อเสรีประชาธิปไตยของประเทศเยอรมนีเป็นเวลาเก้าปี โดยปีสุดท้ายได้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองของพรรค ที่สำคัญเขายังได้เข้าร่วมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งแห่งชาติของสภาสหพันธรัฐเยอรมันนี (Bundestag) เป็นเวลาสามครั้ง รวมทั้งเข้าร่วมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของสภายุโรปสองครั้ง เขาร่วมงานกับมูลนิธิฟรีดริช เนามันตั้งแต่ปี 1996 ถึง 1998 ในแถบละตินอเมริกาก่อนจะย้ายไปประจำในอเมริกาใต้ในปี 1998


(0) แชร์ | (0) ถูกใจ | (0) ความคิดเห็น

เรียนไม่จบก็รวยได้ ประโยคฮิตที่ต้องคิดให้หนัก

แน่นอนว่า แทบทุกคนคงจะรู้จัก Steve Job และ Bill Gate รวมทั้ง Mark Zuckerberg ด้วยอีกคน 3 คนนี้ถือว่า...

อยากเรียนเก่งภาษาอังกฤษทำไงดี

อยากเรียนเก่งในบทความนี้จะเป็นเรื่องของภาษาอังกฤษครับ และเนื้อหาต่อไปนี้ยาวมากๆ ครับกว่าจะอ่านจบอาจจ...

อยากเรียนเก่งทำไงดี นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์จริง ตอนที่2

อยากเรียนเก่งตอนที่2 ในตอนแรกผมได้กล่าวถึงเรื่องราวจุดเริ่มต้นของการเรียนเก่ง สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่...

อยากเรียนเก่งทำไงดี นำมาบอกเล่าจากประสบการณ์จริง ตอนที่1

จะทำยังไงดีถ้าเราอยากเรียนเก่ง เมื่อพูดถึงเรื่องเรียน หลายๆ คนคงจะเคลียด หรืออาจจะเป็นทุกข์ไปจนถึงเศ...

ใช้ยากลุ่มลดไขมันหวังลดความอ้วนเสี่ยงอันตรายสูง

องค์การอาหารและยาได้เตือนให้ผู้ที่ใช้ยาลดไขมันหรือยาลดความอ้วนให้ระวังผลข้างเคียง ตั้งแต่ท้องผูก ท้อ...

โรคอ้วน

คำจำกัดความ . ...

แนวทางการปฏิบัติ การจัดการน้ำหนักและรอบเอว ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

จากการศึกษา พบว่า การมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรืออ้วน ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเป็นโรคเบาหวาน ความด...

ลดอ้วนด้วยตัวเอง

ดัชนีมวลกายกับความอ้วน วิธีเช็คอย่างง่ายว่าท่านอ้วนหรือไม่ คือ การ...

“เต็นท์โปร่งใส” ให้คุณ “กางเต็นท์ดูดาว” แบบโรแมนติกสุดๆ

เวลาไปเที่ยวกางเต็นท์ ใครๆก็อยากสัมผัสบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติกันทั้งนั้น จะดีแค่ไหนถ้าได้กางเต็นท...

“บ้านกระจก” ไอเดียสุด “คูล” ในการ “รักษาต้นไม้”

ใครว่าสิ่งก่อสร้างมักทำลายธรรมชาติ ไม่จริงเสมอไปมันขึ้นกับการออกแบบมากกว่า Aibek Almassov สถาปนิก...